วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไขมัน-ไขเรื่องของมันแบบ work work! ไขให้ทราบกันทั่วหน้าโดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับทุกท่าน ผม Blogger กลับมาแล้วครับ หลังจากครั้งที่แล้ว โดนทีมงานชีพจรลงเท้าแย่งงานผมไปรีวิวการซักกางเกงยีนส์ วันนี้ผมกลับมานำเสนอเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับสุขภาพกันต่อครับ ในหัวข้อ ไขมัน-ไขเรื่องของมันแบบ work work! มาดูกันครับ ว่าเรื่องของ "มัน" ที่ผมจะนำมาเสนอนี้ เป็นอย่างไรกันบ้าง เชิญรับชมครับ


ไขมันเป็นหนึ่งในอาหารหลัก 5 หมู่ ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ เป็นตัวสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย โดยปกติไขมัน 1 กรัม ให้ความร้อนแก่ร่างกาย 9 กิโลแคลอรี่ ไขมันมีส่วนช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน คือวิตามิน A, D, E และ K ตลอดจนแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะเก็บพลังงานส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้ไว้ในรูปของไขมัน ไขมันที่อยู่ในรูปของอาหาร ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของไขมันเดี่ยวๆ แต่จะซ่อนอยู่ในอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อวัว หมู เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว นอกจากนั้น ไขมันยังมีอยู่ในปริมาณมากในอาหารบางประเภท เช่น คุกกี้ ไอศกรีม มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ ฯลฯ ไขมันมีอยู่ในพืชและสัตว์ ส่วนใหญ่ไขมันจากสัตว์จะแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันจากพืชส่วนใหญ่จะยังคงเป็นของเหลว เพราะส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นสำหรับน้ำมันพืชบางชนิด เช่น


1. น้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม มีไขมันตามธรรมชาติอยู่มาก

2. ไขมันทรานส์ (Trans-fat) เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ที่ทำให้เก็บอาหารได้นานขึ้น และรักษารสชาติอาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมัน ที่เรียกว่า กระบวนการ ไฮโดรจิเนชั่น (Hydrogenation) ไขมันประเภทนี้ หากกินมากจะทำให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งไม่ดีต่อหลอดเลือดและหัวใจ

ไขมันแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1. คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นองค์ประกอบสำคัญในเยื่อของสมองและระบบประสาท ใช้สร้างกรดน้ำดี ทั้งยังเป็นวัตถุดิบในการสร้างฮอร์โมนบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศชาย ฮอร์โมนเพศหญิง ฮอร์โมนคอร์ติโซน และเป็นส่วนประกอบในโมเลกุลของวิตามิน ร่างกายสามารถสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นได้เองจากตับ คอเลสเตอรอลที่ได้จากอาหาร มีเฉพาะในอาหาร ที่มาจากสัตว์เท่านั้นมีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด ปลาหมึก  

2. ฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์ผนังหลอดเลือด เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสารลดความตึงผิวที่อยู่ภายในถุงลมของปอด ถ้าขาดไขมันชนิดนี้แล้ว ถุงลมปอดก็ไม่อาจพองตัวได้ ในยามที่เราสูดลมหายใจเข้าไป ฟอสโฟไลปิดจึงเป็นทั้งสารที่ร่างกายต้องใช้ในขณะทำงานตามสรีรภาพของร่างกาย

3. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ส่วนใหญ่ไขมันที่เรากินไปทั้งหมด   ก็คือไตรกลีเซอไรด์ ช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และยังเป็นตัวทำละลาย สำหรับวิตามินในกลุ่มที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K

กรดไขมัน แบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ตามโครงสร้างตามชีวเคมี

1. กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) จะมีอะตอมของคาร์บอนที่ต่อกันเป็นลูกโซ่ด้วยพันธะเดี่ยวเท่านั้น โดยที่แขนของคาร์บอนแต่ละตัวจะจับอะตอมของไฮโดรเจนเต็มไปหมด ไม่มีแขนว่างอยู่เลย ไขมันชนิดนี้จะมีอยู่ในอาหารจำพวกที่เราเห็นเป็นชั้นสีขาวติดอยู่ในเนื้อสัตว์ หรือหนังสัตว์ปีก ไข่แดง น้ำมันหมู เนย นม ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงน้ำมันที่ได้จากพืชบางชนิดก็เป็นแหล่งไขมันอิ่มตัวด้วย เช่น กรดไขมัน พาลมิติก (Palmitic) ที่มีมากในน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ในไขมันสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเนย กรดไขมันชนิดนี้จะมีสถานะอันเฉื่อยเนือยในกระบวนการเคมีของร่างกาย ถ้าไม่ถูกย่อยไปใช้เป็นพลังงาน ก็มีแนวโน้มที่จะตกตะกอนในหลอดเลือด ทำให้ไขมันในเลือดสูง หัวใจและสมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ


2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) จะมีอะตอมของคาร์บอนที่เรียงตัวกันเกิดมีบางตำแหน่งที่จับไฮโดรเจนไม่เต็มกำลัง เกิดมีแขนคู่ (Double bond) อยู่บางตำแหน่ง ทำให้มันมีความว่องไวในปฏิกิริยาทางเคมี พร้อมที่จะเปิดรับปฏิกิริยาต่างๆ ด้านหนึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การบริโภคไขมันชนิดนี้จะช่วยให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดลง แต่อีกด้านหนึ่งก็พร้อมที่จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกลายเป็นอนุมูลอิสระตัวก่อปัญหาทางสุขภาพ

กรดไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภท คือ

2.1 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เรียกว่า Monounsaturated fatty acid (MUFA) เป็นกรดไขมันที่มีธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะคู่เพียงหนึ่งตำแหน่ง การรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ จะทดแทนไขมันอิ่มตัวสามารถช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ 

* อาหารที่มีกรดไขมันชนิด MUFA ได้แก่ อะโวคาโด ถั่วลิสง น้ำมันมะกอก คาโนลา ฯลฯ


2.2 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เรียกว่า Polyunsaturated fatty acid (PUFA) หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัว จะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย 

* อาหารที่มีไขมันชนิด PUFA ได้แก่ น้ำมันพืชทั้งหลาย เช่น น้ำมันข้าวโพด  น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย ฯลฯ 


น้ำมันพืชทุกชนิดมีส่วนประกอบของ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโมเลกุลเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายโมเลกุลในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ดังตารางแสดง

* น้ำมันที่ควรเลือกรับประทาน แต่ใช้ทำอาหารได้บางชนิด ราคาแพง
** น้ำมันที่ควรเลือกใช้ในการทำอาหารทั่วไป ราคาถูก
*** สำหรับทำน้ำมันสลัด ราคาแพงมาก

พึงมีข้อระวังอย่างหนึ่งว่า น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวยิ่งสูง ยิ่งไวต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เกิดเป็นอนุมูลอิสระ อันเป็นสารพิษที่บั่นทอนสุขภาพ โดยเฉพาะการทำให้ร้อนจัด เช่น การทอดโดยใช้ความร้อนแบบแรง หรือใช้เป็นน้ำมันทอดซ้ำๆ เพราะความร้อนในการทอดครั้งแรกก็ได้ทำลายแขนคู่ในน้ำมันไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงจัดเกินไป 


เอาล่ะครับ ความรู้เรื่องไขมันก็จะประมาณนี้ ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจก่อนก่อน ครั้งหน้า ผมจะมาเล่าเรื่อง การเลือกน้ำมันปรุงอาหาร อย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพกันนะครับ 

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับ ดร.ยอดยิ่ง เทพธรานนท์ ที่เอื้อเฟื้อความรู้เรื่องไขมันครับ

ปรึกษากับผมและทีมงานเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพกันได้ที่นี่เลยนะครับ 


วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ซักกางเกงยีนส์อย่างไรให้ WORK ทดลองทำกันแบบ Work Work ! โดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผมไม่ใช่ Blogger คนก่อนหน้านี้หรอกนะครับ ผมคือทีมงานชีพจรลงเท้า ครั้งนี้ขอมาแย่งงาน Blogger มันทำครับ มีอะไรจะมา Review สนุกๆ ให้ทุกท่านดูครับ

ต้องขออภัยนะครับ ที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรหรือการดูแลสุขภาพแต่อย่างใด แต่ก็หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับทุกท่านที่ได้อ่าน Review  นี้นะครับ

สิ่งที่ผมจะมา Review ครั้งนี้คือ วิธีการซักกางเกงยีนส์สีดำอย่างไร ให้สีตกน้อยที่สุด และเป็นการถนอมเนื้อผ้าให้อยู้ได้นานที่สุดครับ เรื่องของเรื่องคือซื้อกางเกงยีนส์มาแพงครับ เลยอยากหาวิธีการซักกางเกงอย่างไรไม่ให้สีตก วิธีการนี้ผมได้สืบค้นข้อมูลบางส่วนจากชาวเน็ตที่เขาเอามาเล่าสู่กันฟังครับ ก็เลยลองเอามาทำตามดู มาดูกันเลยครับ



อันนี้คือกางเกงยีนส์สีดำที่ผมกำลังจะซักครับ ใส่มาแล้ว 10 ครั้ง ไม่ใช่แค่รากำลังจะขึ้น แต่เห็ดกำลังจะออกดอกเลยล่ะครับ โดนฝนอีกด้วย โดนน้ำเน่าขังสาดใส่อีก ความจริงตั้งใจว่าจะใส่ให้ได้สัก 20 ครั้ง ก่อนค่อยซัก สีมันดำสวยมากเลยครับ แต่มันไม่ไหวแล้วจริงๆครับ ก่อนซักนี่ผมต้องทำใจก่อนเลยว่าหลังจากที่ซักแล้ว สีมันจะไม่เหมือนเดิม แต่อย่าให้มันแตกต่างกันเกินไปก็แล้วกัน


อันนี้คือป้ายที่ติดอยู่ที่กางเกงยีนส์ครับ เขาให้ซักแยกออกจากเสื้อผ้าตัวอื่น ห้ามซักรวมกัน สีมันจะตกใส่ ถ้าจะรีด ให้ใช้ความร้อนต่ำครับ


ส่วนข้อความอันนี้คือ เขาให้ทำใจครับ ว่าสีมันต้องเปลี่ยนไปจากเดิมแน่นอน เข้าใจตรงกันนะเออ




มาเริ่มต้นกันที่สิ่งที่ต้องมีกันก่อนครับ

เกลือ
ผมใช้เกลือที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วๆไปครับ หน้าตาแบบนี้ครับ เกลือจะช่วยถนอมสีที่อยู่บนเนื้อผ้า ไม่ให้สีตกมากไปกว่านี้ครับ (หมายความว่ายังไงสีมันก็ต้องตกล่ะครับ)


น้ำยาซักผ้าเด็ก
เขาบอกว่ามันอ่อนโยน ไม่กัดเนื้อผ้ามากจนเกินไป สีมันจะได้ไม่ตกเยอะครับ ผมเลือกใช้อันที่สามารถตากผ้าได้ในร่มครับ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกด้วย และกางกางยีนส์ห้ามตากโดนแดดเพราะจะให้ให้สีซีดได้ครับ เลยเลือกซื้ออันนี้มา


ถ้าหากว่าใช้เป็นผงซักฟอกทั่วๆไป พลังในการกัดกร่อนขจัดคราบและการซักล้างจะค่อนข้างสูง อาจจะทำให้สีเนื้อผ้าตกมาก และสีกางเกงยีนส์จะซีดแบบไม่สวยเอาซะเลยครับ




มาเริ่มกันเลยครับ!

อย่าลืมกลับด้านกางเกงก่อนซักนะครับ เอาด้านในออกมาด้านนอกนะครับ

ขั้นตอนแรก
ใส่น้ำลงในกะละมังในปริมาณที่กางเกงยีนส์สามารถแช่พอท่วมได้ครับ ภาษาแพทย์แผนไทยตอนต้มยาสมุนไพรเขาจะเรียกว่า "ใส่น้ำพอท่วมยา" อันนี้ผมขอเรียกว่า "ใส่น้ำพอท่วมกางเกงยีนส์" ละกันครับ 

อันนี้ผมใส่ไปประมาณ 3 ขันครับ


ใส่เกลือลงไป 2 ถุงครับ แล้วกวนจนเกลือละลายหายไปกับน้ำจนหมด แล้วก็ชิมดูว่าเค็มมั้ย (อันนี้ล้อเล่นนะครับ จะทำไม่ทำก็ได้ แต่ผมชิมจริง)


พอเกลือละลายแล้ว ก็เอากางเกงยีนส์ที่กลับด้านแล้ว ลงไปแช่เลยครับ 


จะออกมาประมาณนี้ครับ ใส่น้ำพอท่วมกางเกงยีนส์


แช่ทิ้งเอาไว้ 1 คืนครับ ตอนเช้าค่อยว่ากันใหม่อีกที

...........................

หลังจากแช่กางเกงยีนส์กับน้ำเกลือทิ้งไว 1 คืนแล้ว ไม่ต้องเทน้ำเดิมทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำใหม่นะครับ ใช้น้ำเกลือที่แช่ทิ้งไว้นี่ล่ะครับ เติมน้ำยาซักผ้าเด็กลงไปประมาณ 1 ฝาครับ แล้วตีให้เข้ากันจนเกิดเป็นฟอง


จากนั้นเอากางเกงยีนส์ลงไปซักครับ ใช้มือขยี้เท่านั้นครับ จะไม่ใช้แปรงซักผ้าขัด เดี๋ยวเนื้อผ้าจะเสีย



พอซักเสร็จแล้ว ตอนที่เทน้ำซักผ้าทิ้ง จะบอกว่า สีตกกระจุยเลยครับ น้ำเป็นสำดำเลย กลัวว่าหลังจากนี้ ยังไงก็ไม่เหมือนเดิมแน่นอน 

จากนั้น ก็เอาน้ำล้างฟองออกให้สะอาดหมดจดครับ ผมล้างฟองออกประมาณ 2 ครั้งครับ ขนาดตอนล้างฟองออก น้ำยังสีดำอยู่เลย

ไม่ต้องแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มนะครับ เดี๋ยวสีกางเกงจะซีดลงกว่าเดิม

เสร็จแล้วเอาไปตากในที่ร่มครับ อย่าลืมกลับด้านด้วยนะครับ เอาด้านในออกข้างนอก


รอดูหลังจากนี้ พอมันแห้งสนิทแล้วจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องสีครับ ตื่นเต้น

.......................................

โชคดีมากที่วันนั้นฝนไม่ตก พอกลับมาถึงบ้านตอนเย็น ผมรีบไปดูผลงานของผมเลยครับ กางเกงยีนส์แห้งสนิทดี มีกลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำยาซักผ้า ดูกันเลยดีกว่า




ดูจากสีแล้ว ผมว่าก็โอเคเลยล่ะ สีมันยังดำดีอยู่ครับ ไม่ได้จางลงหรือซีดลงเลย สียังเข้มอยู่ และดำสม่ำเสมอไม่มีรอยด่าง ถือว่าใช้ได้กับผลงานการซักกางเกงยีนส์ครั้งแรกของผมครับ พอใจมากอย่างถึงที่สุด

ขอบคุณที่รับชมนะครับ 

เรื่องสมุนไพรคุยกับพวกเราได้ครับ

www.facebook.com/amohnpotchnart

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยาสมุนไพรกับสเตอรอยด์ ทำความเข้าใจกันใหม่ให้ WORK กับ Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ วันนี้ ผม Blogger จะมาเล่าเรื่องสมุนไพรกับสเตอรอยด์ ตามที่ได้สัญญากันเอาไว้ครับ

ความเป็นมาของการเขียนบทความนี้คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เวลาไปเล่าให้หมอแผนปัจจุบันฟังว่าตนเองกำลังทานยาสมุนไพรอยู่ ก็จะถูกแพทย์แผนปัจจุบัน ต่อว่ากลับมาและห้ามไม่ให้ทานยาสมุนไพร เนื่องจากว่าเขาผสมสเตอรอยด์ ท่านครับ กระผมอยากจะอธิบายความให้ท่านฟังใหม่ว่า แพทย์แผนไทย เขาไม่ได้เลวร้ายกันไปหมดทุกคนหรอกนะครับ อย่าเอาความเลวของคนคนเดียว มาตัดสินคนทุกคนแบบนี้มันก็กระไรอยู่ แพทย์แผนไทยที่เขาดี มีจรรยาบรรณ ก็มีอยู่เยอะแยะมากมาย ถ้าผู้ป่วยได้ทานยาสมุนไพรที่จัดให้โดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบประกอบโรคศิลปะ มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ผมขอเล่าให้ฟังเลยแล้วกัน


สารสเตอรอยด์ (Steroids) คืออะไร
สารสเตอรอยด์ เป็นกลุ่มสารอินทรีย์ที่พบได้ทั้งใน สัตว์ พืชและสาหร่าย เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายพวกคลอเสลเตอรอลครับ สารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นที่ต่อมหมวกไตเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนเพศ สารต้านการอักเสบ สารที่ใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นต้น


สเตอรอยด์ที่มีอยู่ในร่างกายในภาวะปกตินั้น มีคุณประโยชน์ จึงได้มีการสังเคราะห์สารสเตอรอยด์จากสัตว์เพื่อใช้ในการรักษาทางการแพทย์มากมาย โดยเฉพาะใช้รักษาอาการปวด อาการอักเสบของผู้ป่วย แต่ยาที่เป็นสารสเตอรอยด์เหล่านี้ ต้องมีอาการควบคุมจากแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้สารกลุ่มนี้มากเกินไป จะทำให้เกิดผลข้างเคียง (Side effect) ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรง เช่น ผิวมีรอยแตก ต้อกระจก มีภาวะทางจิต ความดันโลหิตสูง กระดูกผุ กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ หน้าบวมตัวบวม  ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เป็นต้น

พืชสมุนไพรมีสารสเตอรอยด์หรือไม่
พืชจัดอยู่ในกลุ่มของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างสเตอรอยด์ เพื่อการดำรงชีวิตและป้องกันตนเองจากแมลงเช่นกัน นอกจากโครงสร้างทางเคมีของสเตอรอยด์จากพืจและสเตอรอยด์จากสัตว์จะแตกต่างกันแล้ว ยังไม่พบผลข้างเคียงของสเตอรอยด์จากพืชด้วย ฉะนั้น ยาต้มสมุนไพรหรือยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรที่ผลิตได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎของสำนักคณะกรรมการอาหารและยาและไม่มีสารสเตอรอยด์จากสัตว์เจือปน เช่น กลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ ย่อมไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาต้มสมุนไพรและสารสเตอรอยด์
เนื่องมาจากยาต้มสมุนไพรหรือยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า จึงมีพ่อค้าหัวใสลักลอบเติมสารสเตอรอยด์ของสัตว์กลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ลงไป เพื่อช่วยลดอาการปวดอย่างรวดเร็ว และขายยาเหล่านี้ให้แก่ผู้ไม่มีความรู้ความเข้าใจ

และเนี่องจากการตีความผิดพลาดของสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ทำให้ยาแผนโบราณรวมไปถึงยาต้มสมุนไพร ถูกเข้าใจผิดว่าผสมสารสเตอรอยด์ อีกทั้งมีข้อมูลที่บอกไว้ว่าพืชนั้นมีสารที่คล้ายคลึงกันกับสเตอรอยด์ ถึงแม้ว่าจะมีฤทธิ์และคุณประโยชน์แตกต่างจากสเตอรอยด์จากสัตว์อย่างสิ้นเชิง ยิ่งทำให้ผู้บริโภคสับสนและเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

สรุป
สมุนไพรที่ได้จากธรรมชาติแท้ๆ 100% รวมถึงกระบวนการผลิตยาสมุนไพรที่ไม่ใส่สารอะไรอย่างอื่นเข้าไปปลอมปน ย่อมไม่มีผลข้างเคียงต่อการใช้ครับ มีความปลอดภัยสูง หากท่านใดถูกห้ามไม่ให้ทานสมุนไพร ก็แสดงว่าเขาห้ามให้ท่านทาน ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ และอาหารอื่นๆที่มีเครื่องเทศ จะบอกว่า นั่นแหละ สมุนไพรล้วนๆเลยครับท่าน


ยาต้มสมุนไพร หรือยาแผนโบราณที่ผลิตได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎของสำนักคณะกรรมการอาหารและยา จะไม่มีสารสเตอรอยด์จากสัตว์ผสมอยู่ และการจะเลือกรับประทานยาสมุนไพรในแต่ละครั้ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หรือศึกษาให้ถ้วนถี่ ให้เข้าใจ โดยเฉพาะการเลือกใช้ยาสมุนไพร ต้องมีความสะอาด ปลอดภัยเป็นหลักนะครับ 

คุยกันเสมอครับ


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความจริงของยาต้มสมุนไพร เข้าใจแบบ Work Work! ไขข้อข้องใจโดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผม Blogger ครับ มาเล่าเรื่องราวดีดีให้ทุกท่านฟังกันอีกแล้วครับ

ช่วงนี้กระแสของการแพทย์ทางเลือกและยาสมุนไพรกำลังเป็นที่นิยม และมีผู้คนหันมาเริ่มใช้ยาสมุนไพรเพื่อการดูแลและรักษาตนเองมากขึ้น หนึ่งในวิธีการเหล่านั้น คือการใช้ "ยาต้มสมุนไพร" ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่รับประทานยาต้มเป็นประจำเพื่อดูแลสุขภาพตนเองครับ วันนี้ผมจะมาอธิบายความจริงของยาต้มสมุนไพรให้เข้าใจกันแบบ Work Work! กันนะครับ


ยาต้มสมุนไพร
ยาต้มสมุนไพร คือการน้ำสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นแบบสดหรือแบบแห้ง ทั้งสมุนไพรประเภทพืชวัตถุ ธาตุวัตถุหรือสัตว์วัตถุ นำมาต้มใส่ในน้ำเปล่าหรือน้ำบริสุทธิ์สะอาด มันคือการใช้น้ำเป็นตัวสกัดสารสำคัญที่อยู่ในตัวยาสมุนไพรให้ออกมานั่นเองครับ ข้อดีของยาต้มคือ ดูดซึมง่าย ออกฤทธิ์เร็ว เป็นรูปแบบยาที่สามารถรักษาอาการของผู้ป่วยได้ครอบคลุมทุกอาการ อย่างเช่นผมเคยมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับแล้วท้องผูกด้วยในเวลาเดียวกัน ยาต้มเพียง 1 หม้อ สามารถแก้อาการพวกนี้ได้ โดยที่ผมไม่ต้องทานยาหลายเม็ดเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้วครับ 

และความมหัศจรรย์ของยาต้มสมุนไพรอีกอย่างคือ ส่วนประกอบของสมุนไพรที่อยู่ในยาต้ม บางตัวอาจมีความเป็นพิษในตัวมัน แต่ว่าสมุนไพรอีกตัวสามารถล้างความเป็นพิษของสมุนไพรตัวนั้นๆได้ โดยที่ไม่ทำให้เกิดพิษตกค้างอยู่ในร่างกายครับ อันนี้ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญของแพทย์แต่ละท่านครับ ว่าจะเลือกสมุนไพรตัวใดที่สามารถหักล้างพิษแบบนี้ได้

ข้อเสียของยาต้มสมุนไพร สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอันดับแรกเลยคือ รสชาติครับ ตอนที่ผมทานยาต้มครั้งแรก รสชาตินี่ไม่น่าทานเอาซะเลย ยาอะไรก็ไม่รู้ ขมก็ขม อร่อยก็ไม่อร่อย แต่ก็ได้รับคำอธิบายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า ยาแผนปัจจุบันเขารักษาอาการกันที่ปลายเหตุ เขาดีตรงที่ยาเขาออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว รักษาอาการในแบบทันทีทันใดหลังรับประทานยา บรรเทาอาการได้อย่างเฉียบพลัน  แต่ถ้าใช้นานๆหรือใช้บ่อยๆ อาจสะสมที่ตับและไตได้ ผมเลยลองฝืนกินยาต้มจนครบปริมาณที่หมอสั่งจ่าย นับจากวันนั้น ผมไม่เป็นหวัดมา 3 ปีแล้วครับ


ถึงแม้ว่ายาต้มจะสามารถรักษาโรคได้ทั่วไปตามแพทย์แผนปัจจุบันก็จริง แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับโรคหรือกลุ่มอาการบางชนิดที่อาจต้องได้รับการรักษาโดยใช้เครื่องมือแพทย์เฉพาะทางพิเศษ ในการรับประทานยาต้มสมุนไพรอาจมีข้อควรระวังในแต่ละบุคคลไป และขึ้นอยู่กับส่วนผสมของยาสมุนไพรแต่ละตัวที่ใช้ในการรักษา แต่ละโรคแต่ละบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญของแพทย์แต่ละท่านที่ดูแลครับ

หากผู้ป่วยท่านใด มีอาการหรือโรคประจำตัวเช่น แพ้เกสรดอกไม้ แพ้สมุนไพรบางชนิด มีความผิดปกติของตับ ไต และระบบทางเดินปัสสาวะ สตรีมีครรภ์ เป็นต้น จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรนั้นๆ เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงได้ ทั้งนี้ จะต้องได้รับการดูแลและคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอย่างใกล้ชิด โดยการเลือกใช้ยาตัวอื่นที่มีสรรพคุณใกล้เคียงแทนครับ


อันตรายจากยาต้มสมุนไพร
อันตรายจากยาต้มสมุนไพร เช่น อันตรายที่เกิดจากเชื้อราและสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งเกิดจากการคัดเลือกและทำความสะอาดไม่ถูกหลักกรรมวิธี และกระบวนการต้มสมุนไพรที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ 

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งครับ อันตรายที่เกิดจากการนำยาต้มสมุนไพรมาใช้ไม่ถูกกับโรคครับ เช่นมีคนเห็นว่าสมุนไพรตำรับนี้คนนี้แล้วแล้วดี เราลองเอามาทานบ้าง ผลปรากฏว่า อาการแย่หนักกว่าเดิม หรือไปหาซื้อสมุนไพรมารับประทานเองตามคำบอกเล่าของเพื่อบ้านและผู้หวังดีที่ไม่รู้จริง หรือโฆษณา โดยที่ไม่ผ่านหรือไม่ได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ


เอาไว้ครั้งหน้าผมจะมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของ "สารสเตอรอยด์" ที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจกันผิดๆ ว่าสมุนไพรชอบใส่สเตอรอยด์ พอพูดถึงสมุนไพรทีไร จะนึกถึงสเตอรอยด์ทุกทีไป ความจริงมันเป็นอย่างไร ไว้ผมจะมาอธิบายให้ฟังครั้งหน้านะครับ 

คุยกันได้ครับผม


กินอาหารทอด-ปิ้ง-ย่าง-เนื้อติดมันอย่างไรให้ WORK โดยไม่ตกค้างในร่างกาย และวิธีการล้างพิษในลำไส้แบบ Work Work! กับ Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผม Blogger มีเรื่องเล่าดีดีเกี่ยวกับสุขภาพมาฝากทุกท่านอีกแล้วครับ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ

แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้ คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ทีมงานของผมส่วนใหญ่เป็นพวกที่ชอบทานของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อย่างหมูปิ้ง หมูย่าง หมูทอด หมูติดมันด้วย ปาท่องโก๋ทอด ข้าวมันไก่ใส่หนังงี้ ทำงานด้านสุขภาพ แต่ดูจากอาหารการกินอย่างนี้ จะไปเป็นแบบอย่างหรือจะไปแนะนำใครเขาได้ล่ะเนี่ย (ผมก็กินเป็นบางครั้งครับ สารภาพ เหะๆ) หนึ่งในนั้นเลยตอบกลับมาว่า  พวกเขามีวิธีการกำจัดสารพิษและไขมันที่เกาะตามลำไส้ได้ครับ มีทีมงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบนี้ ก็เอามาเปิดเผยกันสักหน่อยดีกว่า 



เคยสังเกตกันมั้นครับว่า อาหารที่มันไม่มีประโยชน์มักจะมีแต่อาหารอร่อยๆ แต่อาหารที่มันมีประโยชน์โภชนาการสูง มักจะไม่ค่อยอร่อยตามความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ อาหารที่ผมกล่าวนำข้างต้นนั้นก็เช่นเดียวกันครับ อร่อยๆทั้งนั้น แต่ก็มักมีกระแสข่าวในด้านที่ไม่ดีหรือเรื่องของการบั่นทอนสุขภาพของผู้ที่บริโภคเป็นประจำ ซึ่งถ้าว่ากันตามทฤษฎีและเหตุผลของนักวิชาการแล้ว มันก็จริงครับ แต่ของบางอย่างถ้าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือมีสถานการณ์บางอย่าง ทำให้เราไม่สามารถเลือกกิน หรือมัวมาใส่ใจในโภชนาการ มันก็ยังไงอยู่ เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสจริงๆ ก็อยากจะให้เลือกกินของมีประโยชน์บ้างก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมสนับสนุนให้ตามใจปาก


หลายท่านก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาหารติดมันหรืออาหารจำพวกปิ้งย่างนั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งตามเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพหลายที่ก็คงจะพูดถึงเอาไว้แล้ว  แต่แหม! มันก็น่ากินจริงๆใช่มั้ยครับ ผมเขียนบทความไป มองภาพอาหารไปนี่ ยั่วน้ำลายสุดๆไปเลย


เบื้องต้น ผมขอแนะนำผักและผลไม้ที่ช่วยล้างพิษลำไส้และล้างพิษในเลือด หาซื้อได้ตามรถเข็นขายผลไม้ทั่วๆไป ที่เหล่าบรรดาทีมงานของผม และคนวัยทำงานที่อื่นๆเขามักบริโภคกันนะครับ 

ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่นอกจากจะวิตามินซีสูงแล้ว ยังมีใยอาหารสูงมากครับ ช่วยระบบขับถ่ายระดับดีเยี่ยม ทีมงานโหวตให้เป็นอันดับหนึ่งเลยครับ แต่ต้องระวังพริกเกลือนะครับ อย่าจิ้มกันจนเพลิน เดี๋ยวร่างกายจะได้รับปริมาณน้ำตาลและเกลือเกินขนาดได้ครับ

สับปะรด
อันนี้ก็ใยอาหารสูงครับ มีกรดช่วยย่อยอาหารด้วย เหมาะกับคนที่ชอบทานของปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ติดมัน หรืออาหารที่ย่อยยาก ไม่แนะนำให้ทานตอนท้องว่างครับ เพราะกรดในสับปะรด อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

มะเขือเทศ
ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศราชินิที่ลูกเล็กๆ หรือมะเขือเทศลูกใหญ่ ได้ทั้งนั้นครับ ทานได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด วิตามินซีสูงมากมาย ผิวสวยด้วย ต้านอนุมูลอิสระด้วย ล้างพิษด้วย ได้ยินเสียงคนร้อง อี๋! แว่วๆ มาแต่ไกล ใช่ครับ หลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า มันไม่อร่อยเอาซะเลย ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่เกลียดมะเขือเทศมากตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่พอมารู้คุณประโยชน์ของมัน ยังไงก็ต้องกินครับ เคล็ดลับหน้าใส ผิวสวยของ Managing Director ของทีมงาน คือการทานมะเขือเทศทุกวันครับ ท้าพิสูจน์ให้ทุกท่านได้ลองทาน รับรองดีจริงๆ
มีคำถามกลับมาอีกว่า กินแต่ซอสมะเขือเทศได้มั้ย คุณครับ ...เดี๋ยวก็ได้น้ำตาลกับเกลือเกินขนาดหรอกครับ ไม่ได้คร้าบบบบ !! 

กล้วยน้ำว้า
มีคำถามกลับมา กล้วยอย่างอื่นได้มั้ย กล้วยน้ำว้ามันไม่อร่อยเลย ทราบหรือไม่ครับมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องกล้วยออกมาแล้วว่า กล้วยน้ำว้า เป็นกล้วยที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูงทีสุดในบรรดากล้วยชนิดอื่น และไม่ทำให้อ้วนด้วยครับ กล้วยชนิดอื่นมีปริมาณของแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต มากกว่ากล้วยน้ำว้า อาจจะทำให้อ้วนได้ครับ 

แก้วมังกร
ผลไม้ที่มีเมือกลื่นๆอันนี้ล่ะครับ ก็ช่วยขับไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ออกทางอุจจาระได้ดีเลยทีเดียว ผมเห็นผู้จัดการจะเอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ในโยเกิร์ตกินเป็นประจำครับ แกบอกว่าเป็นเคล็ดลับที่ทำให้แก่ช้า ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แถมอร่อยด้วย ลองทำกันดูนะครับ


กะเพรา
ผักชนิดนี้จะช่วยทำให้ระบบในการย่อยอาหารทำงานได้ดีครับ ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ เพราะฉะนั้น ใครที่สั่งผัดกะเพรามาทาน อย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้งนะครับ เพราะในผัดกะเพรามีทั้งน้ำมันพืชและน้ำมันจากเนื้อสัตว์ปะปนกันอยู่แล้ว อาจทำให้ท้องอืดได้ครับ 

กะหล่ำปลี
ผักชนิดนี้มีสารช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ได้ครับ ช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ แถมยังรักษาและปกป้องกระเพาะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ได้ด้วยครับ

กระเทียม
ตัวนี้จะช่วยทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น และลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็ง และทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้นได้ด้วยครับ



ทานผักและผลไม่กันแล้ว อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆด้วยนะครับ เพราะใยอาหารในผักและผลไม้ ออกฤทธิ์ได้ดีต้องมีน้ำเป็นตัวนำพา ช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นไปอีกครับ

ในเรื่องของ สมุนไพร ที่มีสรรพคุณในการช่วยล้างสารพิษในลำไส้นั้น อันนี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน แต่ถ้าท่านใดต้องการใช้สมุนไพร แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้น ถ้านำมาใช้หรือทานไม่ถูกวิธี อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้นะครับ



สรุป
อาหารทอดหรืออาหารเนื้อสัตว์ติดมัน ทานได้(แต่อย่าทานบ่อยมากนะครับ) และก็ต้องมีการกำจัด"มัน" ออกด้วยครับ ปรึกษากับทีมงานผมได้เพิ่มเติมนะครับ ยินดีให้คำปรึกษาทุกเรื่องครับ

เรื่องสมุนไพรก็คุยกันได้นะครับ



วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใช้ยาสมุนไพรตำรับ"จันทน์ลีลา"อย่างไรให้ WORK และเรื่องจริงของการใช้ยาจากประสบการณ์แบบ work work! ของ Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ Admin Blogger รายงานตัวครับ หลายท่านคงจะทราบกันดีเกี่ยวกับเรื่องของยาสมุนไพรตำรับหนึ่งที่มีชื่อว่า "จันทน์ลีลา" ซึ่งมีสรรพคุณในการลดไข้ แก้ตัวร้อน และมีข่าวและกระแสอยู่ช่วงหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า สามารถออกฤทธิ์ช่วยในการลดไข้ เทียบเท่ากับพาราเซตามอลของแผนปัจจุบัน หาอ่านเพิ่มเติมได้ตาม Link นี้เลยครับ ไม่ขออธิบายอะไรให้มากความ เพราะเขาบอกไว้หมดแล้ว

http://health.sanook.com/1257/
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9580000101407
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/researchknowledge/article/20/ตำรับยาจันทน์ลีลา/

วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของเหล่าบรรดาแพทย์แผนไทยประยุกต์และแพทย์แผนไทยที่เคยสั่งจ่ายสมุนไพรจันทน์ลีลากับผู้ป่วยกันครับ ผมจะนำความจริงมาเผยแพร่ครับ เชิญรับชม


เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
ผู้ป่วยชายอายุ 36 ปี มาด้วยอาการไข้ ตัวร้อนมา 3 วัน เนื่องจากตากฝน ยังไม่ได้ทานยาบรรเทาอาการใดๆ รับยาจันทลีลาไปทาน ทานไป 3 วันแล้ว ไข้ยังไม่ลด แถมมีไข้ขึ้นสูงเป็นบางช่วง ซักประวัติดูการดำรงชีวิต Life Style ของผู้ป่วยเพิ่มเติม พบว่า ยังคงนอนดึกพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังคงกลับไปทำงานตามปกติ อย่าลืมนะครับว่า ยาไทยนั้น ออกฤทธิ์ช้า สำหรับท่านที่ต้องการทานยาสมุนไพรในกลุ่มลดไข้ แนะนำให้เผื่อเวลาพักผ่อนให้เต็มที่ด้วยนะครับ พอดีที่ทำงานของผู้ป่วยท่านนี้หยุดเสาร์-อาทิตย์ ผมเลยแนะนำให้ทานยาก่อนนอนวันศุกร์ แล้วนอนให้เต็มที่ ให้ร่างกายตื่นขึ้นของมันเองในตอนเช้า หลังตื่นนอนตอนเช้า ทานยาก่อนอาหารเช้าอีก 1 มื้อ และแนะนำให้ทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนๆเพื่อไม่ให้ไฟย่อยอาหารทำงานหนัก ลดปริมาณไม่ให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ผลปรากฏว่าดีขึ้นครับ ไข้ลดลง จากนั้นทานยาต่ออีกมื้อเย็นแล้วนอนพัก วันรุ่งขึ้นกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมครับ


อธิบายความครับ ในสภาวะปกติของร่างกาย การที่เราเคลื่อนไหวหรือร่างกายมีการขยับตัวขึ้น จะมีพลังงานหรือมีความร้อนเกิดขึ้นกับร่างกายในปริมาณหนึ่ง และในสภาวะที่ร่างกายมีไข้ ก็จะทำให้อุณหภูมิกายสูงขึ้นกว่าเดิมอีก ร่างกายร้อนขึ้นกว่าเดิม สรรพคุณของยาจันทน์ลีลา คือการระบายไข้หรือความร้อนให้ออกจากร่างกาย ตามรูของร่างกายต่างๆ ถ้ารู้สึกว่าตัวร้อนขึ้น แสดงว่าร่างกายระบายความร้อนออกทางรูขุมขนครับ ระหว่างนี้ถ้าท่านใดยังคงทำงานหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ ความร้อนในสภาวะปกติของการเคลื่อนไหวบวกกับความร้อนที่เกิดจากการออกฤทธิ์ระบายพิษไข้ของยาจันทน์ลีลา ...ยิ่งร้อนหนักกว่าเดิมอีกครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านใดต้องการทานยาจันทน์ลีลาเพื่อลดไข้ ท่านต้องขยับร่างกายให้น้อยที่สุด เพื่อลดความร้อน นอนครับนอน นอนจนกว่าไข้จะลด พักผ่อนให้เต็มที่เท่านั้นครับ 

แล้วทำไมต้องทานอาหารอ่อนๆ ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย มีไฟที่ช่วยย่อยอาหารอยู่ในลำไส้ครับ ถ้าอาหารที่ย่อยยาก หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ไฟตัวนี้ก็จะเพิ่มขึ้น เพื่อย่อยอาหารให้เล็กลง ร่างกายก็จะร้อนขึ้น แต่ถ้าเป็นอาหารที่ย่อยง่ายๆ อาการเหลวๆ ไฟตัวนี้ก็จะไม่ต้องทำงานหนักมาก ร่างกายก็ไม่ต้องร้อนเพิ่มขึ้นด้วยครับ 

อีกวิธีหนึ่งคือ การดื่มน้ำให้มากๆครับ จิบน้ำทีละเล็กน้อย ตลอดทั้งวัน หรือให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาจ่ายสมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ ความร้อนในร่างกายก็จะระบายออกทางปัสสาวะได้อีกทางครับ ไม่เชื่อคุณลองทำดู เอามือสัมผัสกับน้ำปัสสาวะตอนคุณกำลังขับถ่าย สภาวะร่างกายปกติ น้ำปัสสาวะก็จะอุ่นๆอยู่ระดับนึงแล้ว ยิ่งถ้าน้ำปัสสาวะตอนเป็นไข้ด้วยแล้ว ร้อนลวกมือเลยครับ 


เอาเป็นว่า เรื่องสมุนไพรแก้ไข้ ไม่ว่าจะเป็นจันทน์ลีลา หรือยาสมุนไพรอื่นๆ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีกว่าครับ บางทีท่านอาจจะต้องได้รับคำแนะนำของการปฏิบัติตัวบางอย่างเพื่อให้อาการดีขึ้น การใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น สมุนไพรที่ใช้รักษา ก็ต้องมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วยครับ
เอาไว้ครั้งหน้าผมจะมาพูดเรื่องข้อห้ามของการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไข้ ในแบบของการแพทย์แผนไทยในสมัยโบราณกันนะครับ

เรื่องสมุนไพรคุยกับผมและทีมงานได้เสมอครับ





วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีจัดการไมเกรนอย่างไรให้ WORK ในแบบของ Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ พบกับผม Admin ของ Blogger รายงานตัวครับ วันนี้ผมมีสาระดีๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ปวดศีรษะไมเกรน ในแบบฉบับของทีมงานอมรพจนาถกันครับ เปิดเผยทุกความจริงของการลองผิดลองถูกตามคำแนะนำจากเว็บไซต์ต่างๆ ว่าได้ผลดีขนาดไหนกัน โดยจะอธิบายขายความตามคำแนะนำของ อย. มาดูกันเลยครับ


1. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด

พักผ่อนให้เพียงพอ ในความหมายของคนทั่วไปคือนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง บางคนได้ผล บางคนไม่ได้ผล เพราะอะไรหรือครับ เพราะช่วงเวลาการนอนของแต่คนไม่เหมือนกันน่ะสิครับ บางคนนอน 01.00-08.00 น. (7 ชั่วโมง) บางคนนอน 23.00-07.00 น. (8 ชั่วโมง) อย่าคิดว่านอนครบ 6-8 ชั่วโมงแล้วจะโอเคเสมอไป ช่วงเวลาของการนอนดีดีที่สุดคือ 10.00-02.00 น. ครับ ย้ำว่า สี่ทุ่มถึงตีสองนี้ ควรจะหลับให้ได้สนิทครับ เพราะเป็นช่วงที่ระบบการสร้างเม็ดเลือดได้ทำงานเต็มที่และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เสมือนชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับร่างกาย ให้พร้อมทำงานอีกครั้ง  ที่สำคัญลดปริมาณสิวขึ้นได้ด้วยอีกครับ


ส่วนเรื่องที่ใครบางคนที่นอนไม่หลับหรือนอนหลับยาก ผมมีวิธีครับ แนะนำโดย Online Marketing สุดหล่อของทีมครับ 
- ถ้าเป็นนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ ให้อ่านหนังสือเรียนก่อนนอนครับ แล้วนึกถึงชั่วโมงเลคเชอร์ของอาจารย์บางท่าน อะไรที่มันมีสาระ รับรองหลับดีเลยครับ
- ถ้าเป็นคนวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ให้สวดมนต์ก่อนนอนครับ สวดมนต์บทยาวๆให้หลับคาหนังสือสวดมนต์เลยครับ ได้บุญด้วย ได้นอนหลับสนิทดีด้วย Work! 
- แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นก่อนนอนประมาณ 30 นาทีครับ เพื่อไม่ให้ธาตุไฟคั่งอยู่ส่วนของสมองมากเกินไป จะช่วยในการนอนหลับได้ครับ 

2. ลดอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชา กาแฟ ผงชูรส แอลกอฮอล์ เนย ช็อกโกแลต

เอาตามแบบฉบับของพวกเราที่เคยลองกันมาแล้วนะครับ งดแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเดียวครับ นอกเหนือจากนั้น ฟาดเรียบครับ แต่มีวิธีแก้โดยการที่เราต้องดื่มน้ำเปล่าใสสะอาด น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเท่านั้นให้ได้วันละ 2 ลิตรครับ เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้เอร็ดอร่อยกับชา กาแฟ เนย ช็อกโกแลตกันต่อได้ แต่ถ้าบางคนหนักเกินไป ก็จะดื่มสมุนไพรล้างพิษ เพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นได้อีกครับ (ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะครับ)


ดื่มชา กาแฟ ระวังน้ำตาลในปริมาณสูงๆด้วยนะครับ 

3. ยาแก้ปวดไมเกรนเฉียบพลัน (กินเฉพาะตอนปวดเท่านั้น ไม่กินต่อเนื่อง)

อันนี้คือต้องขอย้ำว่า ต้องกินตอนปวดหนักๆมากๆถึงมากที่สุดเท่านั้น ถึงจะกินครับ ผมบอกได้เลยว่ายาในกลุ่มพวกนี้ อย่างไรก็ต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันหรือเภสัชกรเท่านั้นครับ ยาแก้ปวดไมเกรนที่พบได้บ่อยได้แก่
- พาราเซตามอล ปลอดภัยกว่า ควรเลือกเป็นตัวแรก แต่ถ้าทานบ่อยก็เป็นอันตรายต่อตับได้ครับ มีข้อมูลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า พาราเซตามอล 100%  เอาไปรักษาอาการเพียง 40% ที่เหลืออีก 60% เข้าตับครับ
- NSAIDs (เอ็นเสด) ไม่เหมาะกับคนที่เสี่ยงเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อันนี้ต้องระวังในคนที่มีพฤติกรรมการทานอาหารไม่ตรงเวลาครับ 
- ยากลุ่ม Ergots (เออร์ก็อท) บรรเทาอาการได้ดีครับ แต่ผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ประมาณว่า อาการดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือผลข้างเคียงครับ เพราะฉะนั้นแล้ว การรับประทานยากลุ่ม Ergots ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่า เป็นไมเกรนจริงๆครับ


สำหรับยาสมุนไพรหรือศาสตร์ด้านการแพทย์แผนในการรักษาไมเกรนนั้น ต้องดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไรครับ เช่น บางคน Office Syndrome นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัวมาก ก็ทำให้ปวดกล้ามเนื้อคอ ศีรษะ คล้ายกับปวดไมเกรนได้ กรณีนี้ ไม่ต้องทานยาครับ นวดเพื่อการรักษาก็สามารถแก้อาการให้หายได้ แต่ต้องนวดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะครับ

บางคน เลือดไม่ดีครับ เลือดไม่ดีในที่นี้คือบางคน เลือดข้นครับ เช่นคนที่ชอบทานอาหารรสขัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด และคนที่ดื่มน้ำน้อยมาก ทราบมั้ยครับว่าหลอดเลือดสมอง เป็นหลอดเลือดที่เล็กมากๆๆ การที่เลือดมันข้นจึงเกิดความหนืด ทำให้ไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี อาการปวดศีรษะจึงตามมา บางคนนอนไม่พอนอนผิดเวลา เลือดฟื้นฟูตัวเองได้ไม่ดี สมองที่ได้เลือดไม่ดีไปเลี้ยง มันก็ต้องปวดศีรษะแบบนี้ล่ะครับ กรณีแบบนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร จะใช้ยาสมุนไพร 2 แบบ แบบที่1 คือยาสมุนไพรสำเร็จรูปในบัญชียาหลักและยาสมุนไพรสามัญประจำบ้าน สำหรับคนที่อาการไม่หนักมาก แบบที่2 ถ้าสมุนไพรแบบที่1 ไม่ได้ผลก็ต้องพิจารณายาต้มสมุนไพร คิดสูตรยาใหม่ ปรุงแต่งกันเฉพาะคน เฉพาะราย High Level ซึ่งต้องใช้ความชำนาญระดับสูงของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรกันเลยทีเดียว จึงจะสามารถทำได้ครับ


สรุป

ยาแผนปัจจุบัน
ข้อดี - ออกฤทธิ์ เร็วมากๆ แก้ปวดได้ทันทีหลังทานยา
ข้อเสีย - ผลข้างเคียงต่อ ตับ ไต สะสมพิษในร่างกาย 

ยาสมุนไพร
ข้อดี - ไม่สะสมในร่างกาย ไม่เป็นอันตรายต่อ ตับ ไต (ต้องจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น)
ข้อเสีย - ออกฤทธิ์ช้ามาก หากซื้อมารับประทานเองโดยพลการ อาจเจอสเตอรอยด์ เป็นพิษต่อตับไตได้อีก

การใช้ชีวิตของคุณเป็นแบบไหน Life Style เป็นอย่างไร เหมาะที่จะรักษาไมเกรนในรูปแบบใด ปรึกษาพวกเราได้นะครับ