วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เตือนภัยผู้บริโภค! สมุนไพรย่านาง กินมากเกินไป อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพ

สวัสดีครับ บันทึกนี้คิดซะว่า มันคือไดอารี่หรือบันทึกส่วนตัวของใครคนหนึ่งที่อยากจะตีแผ่และเปิดเผยความจริงเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพร ที่อยากจะระบายให้ฟัง ไม่ได้หวังหรือต้องการให้บันทึกนี้เป็นตัวอย่างหรือสิ่งที่ใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการอะไรแต่อย่างใด คิดเสียว่าผมมาเล่าอะไรให้ฟังทำนองนี้ดีกว่า ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ หากบางคำที่ใช้ อาจไม่ถูกใจใครบางคน

เรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในบันทึกนี้เป็นเรื่องของสมุนไพรตัวหนึ่งที่เคยฮิตกินกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา สมุนไพรตัวนั้นคือ ย่านาง” ครับ

ก่อนหน้านี้มีคนไข้ของผมหลายท่าน มาปรึกษาเรื่องอาการมือชาเท้าชา ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ ขนาดพบแพทย์แผนปัจจุบันเฉพาะทางโรคระบบประสาทแล้ว ก็ยังรักษาไม่หาย และยังหาสาเหตุของอาการชาไม่ได้ พอถามไปเรื่อยๆ พบว่าผู้ป่วยดื่มน้ำสมุนไพรย่านางเป็นประจำทุกวัน ถามเหตุผลว่าทำไมถึงต้องดื่ม ก็เพราะว่าเพื่อนบ้าน คนเขาบอกต่อกันมาว่าดื่มแล้วดี มีสรรพคุณมากมายต่างๆนานานู่นนี่นั่น อีกทั้งบริษัทขายยาสมุนไพร ต่างก็พากันโฆษณาบอกเล่าสรรพคุณอันดีงามทั้งหลายของสมุนไพรย่านางนี้ เพื่อที่จะขายผลิตภัณฑ์ของตนเองได้

โดยที่ยังไม่ที่ไหนหรือใครได้ออกมาตักเตือนเรื่องของการรับประทานสมุนไพรย่านางที่เกินขนาดว่ามันมีความอันตรายของมันอยู่


สมุนไพรย่านาง ส่วนที่ผมเห็นหมอนำมาเป็นส่วนผสมในการปรุงยาคือ เถาและรากครับ ช่วยลดไข้ลดความร้อนในร่างกาย ส่วนที่นิยมใช้นำมารับประทานมากที่สุดคือ ใบ ครับ “ใบย่านาง” มีรสชาติ “จืดขม” จำไว้นะครับ “จืดขม” มีสรรพคุณจัดอยู่ใน “ยารสเย็น” แล้วผมจะอธิบายว่ามันอันตรายอย่างไรหากทานเข้าไปมากๆ

ทำไมย่านางถึงมีสรรพคุณถอนพิษได้

ร่างกายคนเราเมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น จากการทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ทานอาหารสังเคราะห์มากเกินไป หรือทานอาหารที่ใส่สารวัตถุกันเสีย สารปรุงแต่ง ผงชูรส หรือทานอาหารแสลงที่มันไม่ถูกกับร่างกายของเรา หรือร่างกายเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทุกกรณีใดๆอันใดก็ตามที่เกิดการทำให้ร่างกายต้องบอบช้ำเจ็บป่วย ฯลฯ ...

...มันจะเกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกายครับ

เมื่อร่างกายเกิดความร้อนขึ้น หากรับประทานสมุนไพรย่านางที่สรรพคุณเป็นยารสเย็น ในปริมาณที่เหมาะสม ถูกวิธี และถูกกับสภาพร่างกายของแต่ละคน ความร้อนในร่างกายก็จะลดลง ร่างกายคืนสู่สมดุล สุขภาพดี Happy ending

เมื่อร่างกายคืนสู่สมดุลแล้ว หากยังดื้อดึงกินมันต่อไป เขาบอกว่าดี ก็กินต่อไป คนขายบอกว่ากินแล้วดี ก็ยังกินต่อไป คนนั้นกินแล้วดีนะ คนนี้กินแล้วดีนะ ก็ยังกินต่อไป จากร่างกายที่เป็นปกติสมดุลดีอยู่แล้ว ก็จะเย็นลง เย็นลง เย็นลง แสดงอาการชามือ ชาเท้า ชาตามร่างกาย ปวดเมื่อยร่างกายแบบไม่เคยเป็นมาก่อน...

...เมื่อร่างกายเย็นลง ตับ ที่เป็นที่อยู่ของธาตุไฟความร้อนในร่างกาย ก็จะทำงานหนักขึ้น เพื่อให้ร่างกายที่เย็นลง กลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม หากยังกินเข้าไปอีก ตับก็ทำงานหนักขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อไต ที่ต้องคอยกำจัดส่วนเกินที่ร่างกายได้รับออก และถ้ายังกินเข้าไปอีก ทั้งตับทั้งไตทำงานหนักเกินไปอีก ที่จะต้องกำจัดส่วนเกินออก ทีนี้ ถ้าวันใดวันหนึ่ง ตับไตทำงานไม่ไหวแล้ว ก็เกิดสารพิษตกค้างในตับในไต ส่งผลทำให้ตับไตพังได้

เข้าใจกลไกของมันรึยังครับ

ไม่ใช่แค่เพียงสมุนไพรย่านาง เพียงอย่างเดียว สมุนไพรตัวอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่แนะนำให้ทานเป็นตัวเดี่ยวๆอย่างเดียว ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ


อีกข้อสงสัยที่หลายคนสงสัยประการหนึ่ง ทำไมถึงเอาใบย่านางมาประกอบอาหาร เช่นแกงที่ต้องใส่ใบย่านาง แกงหน่อไม้ใบย่านาง ปู่ย่าตายายเขาก็เอามาประกอบอาหารกินกัน ก็ไม่เห็นเขาเป็นอะไร ไม่ตายด้วย ทีอย่างนี้ทำมาเป็นห้ามกิน บอกว่าอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้...

...ไม่อยากจะหยาบคายนะ โถ! อี _อก (ขอทีเหอะ) ในแกงน่ะเขาใส่ทั้ง พริก กระชาย ฟักทอง ใบแมงลัก เห็ดฟาง หอมแดง ตะไคร้ ฯลฯ อีกมากมาย แค่พริกกับกระชายก็เป็นสมุนไพรรสร้อน มันก็คุมฤทธิ์ยารสเย็นของย่านางได้แล้ว ในแกงไม่ได้มีแต่ต้มน้ำเปล่ากับใบย่านางนี่แหม!


ผมก็ทำงานอยู่ในแวดวงของสมุนไพร ทำงานให้กับร้านขายยาสมุนไพรเลยนี่ล่ะครับ แต่ผมและทีมงาน ไม่ใช่คนประเภทที่คิดแต่จะขายยาอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเลย แบบนั้นมันขาดจรรยาบรรณเกินไป

ความจริงอีกอย่าง ผมไม่เคยเห็นแพทย์ด้านสมุนไพรที่เก่งๆท่านไหน จ่ายสมุนไพรย่านางเพียงตัวเดียวเพื่อรักษาคนไข้ครับ ท่านจะต้องมีสมุนไพรตัวอื่นผสมเข้าไปด้วย เพื่อให้ยาหักล้างความพิษของกันและกัน และไม่ให้สูญเสียสมดุลธาตุในร่างกายของผู้ป่วย

ความจริงของสมุนไพรครั้งต่อไปเป็นอย่างไร ผมจะเอามาเผยแพร่ให้ได้ชมกันเรื่อยๆนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง
Writer: Peerakrit


วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เล่าประสบการณ์การไปซื้อยาสมุนไพรจากร้านขายยา แบบไม่ work ของ Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับทุกท่าน ผม Blogger กลับมาแล้วครับ หลังจากที่หายหน้าหายตาไปออกแบบ Poster ความรู้ไปหลายชิ้น ทุกท่านคงได้ตามผลงานของผมกันอยู่นะครับ

แรงบันดาลใจของการเขียนบทความนี้คือ ครั้งหนึ่งผมและทีมงานอมรพจนาถ มานั่งล้อมวงประชุมคุยกันถึงประสบการณ์การไปซื้อยาสมุนไพรจากร้านขายยาสมุนไพรตามที่ต่างๆ ทั้งดุเด็ดเผ็ดมัน บางเรื่องก็โครตจะฮา บางเรื่องก็เกือบจะโดนคนขายกระทืบกลับมา คันไม้คันมือคันปากอยากจะเอามาเล่าให้ทุกท่านฟังกันครับ ผมได้บันทึกเสียงระหว่างการสนทนาไว้ด้วยครับ ตอนแรกว่าจะเกลาให้มันดูสุภาพสักหน่อย ผู้อ่านจะได้สบายใจ แต่มาคิดๆดูแล้ว เอาคำพูดของพวกมันมาเลยดีกว่า ขี้เกียจเกลาละ หากมีบางคำหรือบางประโยคใดไม่สุภาพ เพราะคุยกันตามประสาเพื่อนๆกัน ต้องขออภัยอย่างสูงมากๆๆๆๆ ด้วยนะครับ

บทความก่อน นำเสนอแต่เรื่อง work work! ครั้งนี้ ลองมาฟังเรื่องที่มัน ไม่work กันบ้างนะครับ ชอบแบบไหน ก็บอกกันได้ครับ 



เรื่องที่ 1 : โดยคุณ Marketing สุดหล่อหน้าตาดีไป one one

"... มา! ขอกูเล่าก่อนเลย นานมาแล้วล่ะกูเคยไปซื้อยาแก้ปวดให้แม่กูเว่ย! (แถวบ้านเขา ขอไม่บอกนะครับว่าที่ไหน) กูก็ว่าจะเอายาสมุนไพรนี่ละ พอกูเข้าไปในร้าน กูก็ถามคนขายว่า "อันไหนสมุนไพรแก้ปวดครับ" คนขายตอบว่า "ยูทาโน้ขะ" (น่าจะพูดว่า อยู่ทางโน้นค่ะ ) แล้วเอามือชีไปที่ชั้นวาง แม่งเอ๊ย! เอาแรงงานต่างด้าวมาขายแบบนี้ กูจะรอดมั้ยวะวันนี้ พอกูไปที่ชั้นวาง มีสมุนไพรที่มันแก้ปวดได้อยู่ประมาณ 10 กว่าแบบ แค่เถาวัยล์เปรียง กูก็เจอไป 3 บริษัทยาที่เขาผลิตละ จะเอาอันไหนดีวะ หันไปเจอ ยาสหัสธารา แม่งก็มี 2 บริษัทที่ผลิต ยังไงดี ยืนเลือก ยืนอ่านอยู่นานมาก จนคนขายแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ คงคิดว่า แม่งไม่ซื้อซะทีวะ ขี้เกียจเลือกละ เอาวะลองถามคนขายแม่งดิ๊ (แววตาผู้ฟังฟังอย่างตั้งใจมาก) ทั้งๆที่กูก็พอจะเดาได้ว่าแม่งอาจจะไม่ช่วยอะไรก็มากเท่าไหร่ ถามเขาว่า "ผมจะซื้ออันไหนดีครับ" คำตอบที่ได้คือ "เหมือกัน อาไหนก็เหมือกาแหละ (เหมือนกัน อันไหนก็เหมือนกันแหละ) กูคิด เหี้ยแม่งเจ้าของร้านคงจะจ้างมันแค่มาเก็บตังค์ทอนตังค์เฉยๆแหละ ซื้อไปให้แม่กูกิน แม่กูตายห่าไปใครจะรับผิดชอบ สมมตินะถ้าเกิดเรื่องจริงๆเข้า มันก็โทษกูอยู่ดี ว่าเสือกซื้อไปให้แม่กูกินเอง ช่วยไม่ได้ กูว่าวันนั้นกูไม่น่ารอดละ ออกมาสิครับ อยู่ทำเพื่อไร คนขายมันคงด่ากูในใจแล้วล่ะ 5555 "   



เรื่องที่ 2 : โดยคุณ A ทีมงานอยู่กับเหย้า เฝ้าอยู่กับ Office ผู้ซึ่งไม่เคยจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันกับเขา

"...เรื่องของเรานะครับคุณเพื่อน คืองี้ เราอ่ะไปซื้อยาสมุนไพรใน Shop ที่ห้างแถวบ้านเรา พอเข้าไปที่ร้าน คนขายก็เข้ามาทักทาย ประกบเราเสมือนว่าเรากะลังซื้อเสื้อผ้าแล้วมีคนขายมาตามติดไรงี้ แต่นี่คนขายคนไทยนะไม่ได้ต่างชาติเหมือนของมึง(คุณ Marketing) เราเป็นคนที่นอนน้อย นอนไม่พอว่างั้น เลยอยากจะหายาสมุนไพรบำรุงร่างกายซักหน่อย เลยถามคนขาย "มีสมุนไพรอะไรบำรุงร่างกายสำหรับคนนอนน้อยมั้ยครับ" คนขายตอบว่า "มีค่ะ นี่เลยค่ะ(เดินไปหยิบขวดยามาให้ อ่านสรรพคุณข้างขวดให้ฟัง)" แล้วเราก็ถามอีกเว่ยว่า "มีของยี่ห้ออื่นอีกมั้ยครับ" คนขายตอบอีกว่า "มีค่ะ นี่เลยค่ะ(เดินไปหยิบยาอีกตัวมาให้ อ่านสรรพคุณข้างขวดให้ฟังอีก)" เอาล่ะ เฮ้ยเราเลยนึกอะไรดีดีได้เว่ย ลองใช้วิธีนี้ซิ คือไม่ได้แกล้งนะ (เพื่อนๆฟังกันอย่างตั้งใจมาก อินี่แม่งจะทำอะไร) เราบอกเขาว่า "เดี๋ยวผมขอเดินดูยาในร้านสักพักนะครับ" นางตอบว่า "เชิญตามสบายค่ะ(แต่นางก็ยังคงเดินตามเราอยู่ห่างๆ)" 

เราลองสุ่มหยิบยาสมุนไพรซักขวดนึงเว่ย แล้วถามคนขายว่า "อันนี้ ผมทานได้มั้ยครับ" นางชำเลืองมองขวดยาที่เราถือแล้วบอกว่า "ทานได้ค่ะ" เราสุ่มหยิบมาอีก 2 ขวด "แล้ว 2 ขวดนี้ล่ะครับพี่ ผมทานได้มั้ย" นางตอบว่า "ไหนคะ (แล้วมองขวดยา) อ๋อ ทานได้ค่ะ" ทีนี้เว่ย! เราเดินไปอีกมุมนึงข้องร้าน แล้วลองหยิบมาอีกซัก 3-4 ขวด ทำหน้าแววตาเป็นประกาย พูดว่า "โห สมุนไพรพวกนี้สรรพคุณดีดีทั้งนั้นเลย ผมทานหมดนี่ได้เลยมั้ยครับ" นางตอบว่า "อ๋อ ทานได้ค่ะ" (พอถึงตอนนี้ เสียงฮากระหึ่มมาก) โถๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อีดอก! ใจคอจะให้กูแดกยาทั้งร้านมึงเลยใช่มั้ย คือยาในร้านมึง กูแดกได้หมดเลยใช่มั้ย (เริ่มพูดมึงกูละ) เอาล่ะ ด้วยความเกร็งใจ เราเลยซื้อแชมพูมาขวดนึงเว่ยเออ  แรดมะ จะไปซื้อสมุนไพรบำรุงร่างกาย ดันได้แชมพูมาซะงั้น"

คุณ Marketing เสริม "...เฮ้ยกูก็เคยซื้อยาในห้างนะ แต่คนขายแม่งบอกกับกูว่าไงรู้ป้ะ "ก็อ่านฉลากข้างขวดเอาเองสิ ถูกใจอันไหนก็ซื้ออันนั้น" โหแม่งงง!! อย่างงี้ก็ได้เหรอ นี่ยาสมุนไพรนะเว่ย!"


เรื่องที่ 3 : คุณ P ทีมงานชีพจรลงเท้า

"...มะ เรื่องของกูนะครับเพื่อนๆ (เหมือนจะพูดเพราะ) อันนี้คือกูไม่ได้ไปซื้อยาที่ไหนนะ แต่ขอเล่านิดนึง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง อาจารย์ที่โรงเรียนเก่ากูโทรมาเว่ย โทรมาถามว่า แกน่ะมีอาการผื่นคันขึ้นเต็มตัวเลย แล้วทีนี้ไปหาสถานพยาบาลแห่งนึง แล้วคนที่นั่นให้สมุนไพรเหงือกปลาหมอพริกไทยดำแบบแคปซูลมาให้แกกิน เขาบอกว่ามันช่วยแก้คันได้ พอแกกินเข้าไปแล้วนะ ผลปรากฏว่า คันยิ่งกว่าเดิมอีกคุณพระ แถมผื่นยังแดงเห่อขึ้นหนักว่าเดิมอีก คันมากจนนอนไม่ได้เลย แถมร้อนในปาก ร้อนในคอ ร้อนในท้องอีก เอาเข้าไป อาจารย์แกเลยถามกูว่าหยุดยาดีมั้ย กูเลยบอกอาการจารย์ว่า "หยุดยาเลยครับอาจารย์ หยุดทันทีเลย" เลยอธิบายให้แกฟังต่อว่า "อาการผื่นคันเป็นอาการของธาตุไฟกำเริบครับอาจารย์ ส่วนสมุนไพรที่ว่ามีพริกไทยดำซึ่งเป็นยารสร้อน จะกระตุ้นธาตุไฟในร่างกายให้เพิ่มมากขึ้น ร่างกายไฟกำเริบ กินยาสมุนไพรที่ทำให้ไฟเพิ่มขึ้น จะเหลือหรอครับอาจารย์" อาจารย์พอแกได้ฟัง แกเข้าใจเลยเว่ย กูเลยให้อาจารย์หยุดยา แล้วดื่มน้ำให้มาก พักผ่อนให้พอ คือไงอ่ะ! ถึงแม้ว่ากูจะเรียนเคมีมา แต่เรื่องบางเรื่องที่มันเป็น Common sense ที่มันน่าจะคิดกันได้ แม่งน่าจะคิดกันออกนะเว่ย อาการทางไฟ แต่ให้ยารสร้อน ร่างกายไม่พังก็ดีเท่าไหร่ละ กูเลยบอกอาจารย์อีกว่า ทีหลังอาจารย์ถามคนที่จ่ายยาให้นะครับ ให้มันอธิบายให้ฟัง ว่ามันช่วยแก้คันยังไง กูก็อยากรู้เหมือนกัน รมณ์เสีย! "  

เรื่องบางเรื่องถ้าคนจ่ายยา ไม่มีความรู้ความชำนาญด้านสมุนไพรดีพอ ก็เป็นผลเสียต่อคนไข้ได้นะครับ 
Blogger กล่าวไว้ 


เรื่องที่ 4 : คุณ A แพทย์แผนไทยประยุกต์ ขวัญใจทีมงานและคนไข้

"...โอเคครับ เรื่องสุดท้าย ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปทำงานนะครับทุกคน (สุภาพมากคุณหมอของผม) ผมน่ะเคยเจอไดเรคเซลล์ที่ขายยาสมุนไพรชื่อดังของแบรนด์หนึ่งและอีกหลายๆยี่ห้อ เขาเอายาสมุนไพร น้ำย่านาง ที่เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง มาเสนอขายให้ผม เขาพูดดีมาก คือมีความเป็นมืออาชีพของนักขายที่สูงมาก ท่องบทพูดมาดีเลยก็ว่าได้ แต่เขาไม่รู้หรอกนะว่าผมเป็นใคร ผมแกล้งทำเป็นหน้าโง่ ดูซิว่าเขาจะพูดอะไรบ้าง ผมเลยถามเขาว่าไอน้ำย่านางนี่อ่ะมันทานยังไง เขาบอกว่า ทานได้เรื่อยๆ ดื่มต่างน้ำเลยก็ได้ ยิ่งดื่มยิ่งดี แล้วผมถามอีกว่า ดื่มเยอะๆ มันไม่มีอันตรายเหรอ เซลล์ขายบอกว่า ไม่มีอันตรายอะไร ดื่มได้เรื่อยๆเลยทุกวัน เฮ้ยเดี๋ยวก่อน คือจะบอกว่า มีคนไข้ผมคนนึงดื่มน้ำย่านางจนมือชา เท้าชา เพราะย่านางเป็นสมุนไพรรสเย็น แก้ไข้ได้ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเป็นไข้หรือมีความร้อนเกิดขึ้น ถ้าในภาวะร่างกายปกติ ทานน้ำย่านางในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายมันเย็นลงนี่นา อาจารย์ผมเคยบอกว่า การรักษาร่างกายที่ร้อนให้เย็นลงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การรักษาร่างกายที่มันเย็นให้มันมีความร้อนกลับมานั้น โครตจะยากมาก ผมคิดนะว่า ถ้าคนไข้ผมหรือคนอื่นๆที่เขารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจอไดเรคเซลล์พวกนี้นี่ก็ เสร็จพวกมันเลยนะเนี่ย เพราะคนกลุ่มนี้พูดเก่ง ชักจูงคนได้เก่งมาก ผมถึงได้บอกคนไข้ทุกครั้งว่า จะทานยาสมุนไพรหรือจะซื้อยาสมุนไพรตัวไหนมาทาน โทรถามผมก่อนได้นะ ผมไม่คิดตังค์หรอกครับ"

"...เดี๋ยวผมขออีกเรื่องนึงครับ ขอเม้าคนหน่อย ดูความปล่อยโง่ของมันออกมา เมื่อหลายปีก่อน คือที่ทำงานเก่าผม จะมีการเอาคนไข้ที่มีอาการหรือโรคที่น่าสนใจ มานั่งคุย นั่งประชุมกันในกลุ่มแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์ครับ แล้วมาวางแผนการรักษาด้วยยาสมุนไพรว่าจะให้ยาตัวไหนดี หมอท่านหนึ่งได้นำเสนออาการของคนไข้ของเขา ผมเลยแนะนำว่า ให้ทานสมุนไพรต้มตำรับที่มีส่วนประกอบของหญ้าหนวดแมว เพื่อระบายความร้อนออกทางปัสสาวะ หมอท่านนี้ตอบกลับมาว่า "คือคนไข้ท่านนี้มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจอยู่น่ะค่ะ การให้สมุนไพรตำรับที่มีส่วนผสมของหญ้าหนวดแมว มันจะไม่เป็นผลดีต่อคนไข้นะคะ" แล้วหมอทั้งห้องประชุม ก็มองผมด้วยสายตาที่แลดูน่ารังเกียจ เรื่องจริงเป็นงี้ ผมคิดในใจ โถๆๆๆๆอีเหี้ย! (หมอด่าแล้วครับท่าน) คือตอนแรกที่มึงรายงานอาการคนไข้ ทำไมมึงไม่บอกตั้งแต่แรก ว่าคนไข้เป็นโรคหัวใจอยู่ เหมือนแม่งซ้อนแผนแกล้งกูป่าววะ ให้กูถูกคนอื่นมองว่า กูนี่โง่ชิบหายเลย 

แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ พอดีตอนนั้นที่ทำงาน นำเข้ายาแคปซูลสมุนไพรตำรับหนึ่งที่ผลิตโดยองค์การเภสัช สูตรยาสมุนไพรได้รับการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เป็นยาตัวใหม่ที่เอาเข้ามาใช้ในสถานพยาบาล ผมก็ศึกษาส่วนผสมของสมุนไพรในตำรับยานี้เป็นอย่างดี องค์การเภสัชให้รายละเอียดของการทดลองตำรับยานี้ไว้ดีมากครับ

มีอยู่วันหนึ่ง หมอที่มันทำให้ผมหน้าแหกในวันนั้น มันไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด คนไข้ของเธอที่เธอเอามารายงานเป็นกรณีศึกษาในที่ประชุมวันนั้นก็ได้มาตรวจกับผม ผมถามคนไข้ว่า "คุณลุงทานยาแล้ว(ยาที่นางจ่ายให้เมื่อครั้งก่อน) เป็นอย่างไรบ้างครับ" ลุงแกตอบว่า หลังทานยามีอาการใจสั่น เหนื่อย แน่นหน้าอก เหมือนจะหายใจไม่ออก เหงื่อออก อาการไม่สู้ดีนัก เลยหยุดยาทันที ผมชมแกเลยครับว่าแกทำถูกแล้ว หากมีอาการอะไรให้ยุดยาทันที แล้วทีนี้ผมลองย้อนกลับไปดูประวัติการให้ยาโดยหมอคนนั้น ปรากฏว่า นางให้สมุนไพรที่ทางสถานพยาบาลนำเข้ามาใหม่ แต่เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้จะบอกว่าสมุนไพรตัวนี้มันไม่ดีนะ คือหมอคนนั้นมันรู้มั้ย ว่าส่วนประกอบของสมุนไพรในยาตำรับนี้ มี "หญ้าหนวดแมว" ผสมอยู่ แล้วคนไข้ของมึงคนนี้ เป็นโรคหัวใจอยู่ไม่ใช่เหรอ สัด! ผมนี่เอามือกุมขมับเลยครับ น้ำตาแทบจะไหล โคตรจะสงสารคนไข้เลย นี่ลุงแกไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว จากนั้นผมก็พิจารณายาตัวอื่นแทนให้คุณลุงเอากลับไปทาน 

พวกคุณจำเอาไว้เลยนะ (หันมาบอกกับทีมงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมากครับ คุณหมอที่สุดแสนจะใจดีของผม น่ากลัวขึ้นมาทันที) สมุนไพรตำรับตัวไหน ถ้าไม่ศึกษาเบื้องลึกหรือรายละเอียดให้เพียงพอ อย่าได้เสือกจ่ายให้คนไข้ อย่าดีแต่ว่าสมุนไพรนี้อ่านสรรพคุณข้างขวดว่าแก้อาการนู่น นี่ นั่นได้ โดยที่พวกมึงยังไม่รู้ว่ายามีส่วนประกอบอะไร เป็นอันตรายต่อโรคแทรกซ้อนของคนไข้หรือเปล่า แล้วจ่ายให้คนไข้แบบไม่ลืมหูลืมตา ขอร้องอย่าทำ! โอเครนะ ไป แยกย้ายกันกลับไปทำงาน"


ครับ พวกเราเข้าใจแล้วครับ ความจริงคุณหมอเป็นคนใจดีมากๆครับ ใจดีกับทั้งคนไข้และทีมงานทุกคน แต่ถ้ามีเรื่องอะไรที่มันทำให้คนไข้ต้องได้รับผลเสียหาย แกจะเดือดเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันทีเลยครับ 

ใครอยากคุยกับหมอผมคุยกันได้นะครับที่


หรือไลน์คุยกันที่ 

ID Line : amohnpotch

ติดตามสาระความรู้อื่นๆ ที่ 


ขอบคุณที่ติดตามเสมอมาครับ ขอบคุณครับ


วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไขมัน-กิน"มัน"อย่างไรให้ปลอดภัยแบบ work work! เล่าเรื่องมันโดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผม Blogger กลับมาแล้วครับ ตามที่ได้สัญญาไว้ว่า จะมาให้ความรู็เรื่องของการเลือกรับประทานไขมันอย่างไรให้ปลอดภัยกับร่างกายครับ


เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ

ในปี ค.ศ. 1993 คณะกรรมการจาก Harvard University School of Public Health และ The Oldways Preservation and Exchange Trust, A Boston Based Educational Organization ได้ทบทวนหลายๆการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่ามีความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียน (แถบกรีซ ทางใต้ของอิตาลีและทางเหนือของแอฟริกา) กับการลดอุบัติการณ์การเป็นโรคหัวใจและมะเร็ง อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียน มีพาสตาร์พร้อมผักสด ผลไม้ ถั่ว เมล็ดพืช อาหารส่วนใหญ่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอก (แหล่งไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายโมเลกุลสูงที่สุด) ส่วนเนื้อสัตว์มีบางตำแหน่งบนโต๊ะอาหาร เป็นเพียงเครื่องเคียงไม่จัดเป็นอาหารจานหลักในแต่ละมื้อ 

ผมสังเกตได้อยู่อย่างหนึ่งว่า น้ำมันพืชเวลามันติดอยู่บนจาน มันล้างออกยากมาก ไม่เหมือนกับน้ำมันสัตว์ ล้างออกง่าย แล้วถ้าน้ำมันพืชมันเกาะอยู่ที่ลำไส้เรา มันก็จะขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารหรือวิตามินให้เข้าไปเลี้ยงร่างกายได้ แล้วยิ่งถ้าเกาะลำไส้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ แล้วยิ่งถ้าเป็นน้ำมันที่เอากลับมาทอดซ้ำอีกด้วยแล้วล่ะก็ ลำไส้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลยครับ แต่ในอีกแง่มุมนึง แม้ว่าน้ำมันที่ได้จากสัตว์จะไม่เกาะลำไส้ แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ ฯลฯ ได้มากว่า ผมว่าผมบอกเลยดีกว่าว่า อาหารแบบไหน ควรใช้น้ำมันแบบไหนกันนะครับ


การเลือกน้ำมันปรุงอาหาร

ครั้งนี้ผมคัดเลือกอาหารแต่ละประเภทที่หลายท่านเคยได้รับประทาน หรือได้เคยเห็นทั่วๆไปตามท้องตลาดทั่วๆไปในชีวิตประจำวันว่า ควรจะใช้น้ำมันประเภทไหนประกอบอาหารนั้นๆกันครับ 

ปลาทูทอด - ปลานิลทอด




ใครเคยทอดปลาทูกันบ้างครับ ไม่ว่าจะปลาทูหรือว่าปลานิลทอด ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการทอดและต้องใช้ความใจเย็นอย่างสูง ไม่อย่างนั้นเนื้อปลามันจะไม่สุกทั่วถึงกัน อันนี้แนะนำให้ใช้น้ำมันที่ได้จากสัตว์ หรือน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าว ครับ เนื่องจากทนความร้อนได้ค่อนข้างสูง ไม่มีสารเคมีเป็นพิษ 

ผัดผักคะน้า-ผัดผักรวม-ผัดบล็อกโคลี่




สำหรับอาหารประเภทผัด ที่ใช้เวลาไม่นานในการประกอบอาหาร แนะนำให้ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงครับ เช่นน้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าวครับ (ผมนี่เริ่มหิวแล้วครับ)

ไข่เจียว-ไข่เจียวชะอม



อันนี้ยิ่งน่ากินเข้าไปใหญ่เลยครับ ส่วนอาหารประเภทไข่เจียวนี้ ให้ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงครับ น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวครับ 

แล้วก็อันดับต่อไป

ผัดกะเพรา 




อาหารยอดฮิต สิ้นคิดของผมและผองเพื่อนครับ อันนี้ ใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงครับ ได้แก่ น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าวครับ แล้วก็อย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้งนะครับ ใบกะเพราจะช่วยย่อยอาหาร แล้วก็ลดไขมันในเลือดได้ด้วยนะครับ 


ไม่ว่าจะน้ำมันชนิดใดก็ตาม หากเอามาประกอบอาหารโดยการทอดแล้ว ไม่ควรนำกลับมาทอดซ้ำนะครับ เพราะจะเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ครับ 

เชื่อว่าหลายท่านคงจะไม่มีเวลาประกอบอาหารเองที่บ้าน อาหารที่ทานส่วนใหญ่ก็ซื้อมารับประทานเอง แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่า คนทำอาหารขายเขาจะมาใส่ใจเรื่องการเลือกน้ำมันมาประกอบอาหารกันหรือเปล่า บางที่ อาจจะใช้น้ำมันผิดประเภท ใช้น้ำมันทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก นอกจากจะใช้น้ำมันไม่ถูกกันแล้ว อาจจะใส่ผงชูรสเยอะอีก อันตรายทั้งนั้นครับ ตับไตไส้พุงพังยับเยินหมด 

ตามหลักแล้วอาหารประเภทไขมัน เป็นอาหารประเภทที่ไม่ควรจะบริโภคในปริมาณที่มาก ไม่ว่าจะไขมันแบบอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวก็ตามที เพราะผลเสียมันมากกว่าผลดีครับ แต่ถ้าท่านใดรู้ตัวว่าบริโภคไขมันในชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างจะมากและบ่อยครั้งแล้ว ปรึกษาเรื่องการล้างไขมัน ล้างสารพิษในลำไส้-ตับ-ไต โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรกับพวกเรากันได้นะครับ ยินดีให้คำแนะนำและคำปรึกษาเสมอ 

ขอบคุณที่ติดตามกันนะครับ 



วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใช้สมุนไพรลดความดันโลหิตอย่างไรให้ WORK เล่าประสบการณ์แบบ work work ! โดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผม Blogger ครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตครับ

หลายๆท่านคงพอจะทราบมาแล้วบ้างว่าสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตนั้นมีอยู่หลายตัวมาก บางเว็บก็บอกกันมาว่าอันนั้นดี อันนี้ดี ช่วยลดความดันโลหิตอย่างนั้น อย่างนี้ ว่ากันไปนั่น แต่ท่านทราบกันหรือไม่ว่า หลังจากที่ทานยสมุนไพรเหล่านั้นแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง มันได้ผลดีกันแค่ไหน ครั้งนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่เคยได้แนะนำให้คนไข้ได้ลองใช้ และคนไข้อีกหลายๆท่านที่เคยได้ลองทานสมุนไพรที่ว่านี้ จะได้ผลดีกันขนาดไหน ยังไม่มีที่ไหนมาเล่าให้ฟัง ผมภูมิใจนำเสนอครับ


ความดันโลหิต ว่ากันตามทฤษฎีของการแพทย์แผนไทย จะมองไปที่ หัวใจ ครับ เพราะหัวใจทำหน้าที่ใบการบีบตัว สูบฉีดเลือดให้เลือดไปเลี้ยง อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายให้ได้อย่างทั่วถึง การสูบฉีดนี้เอง จึงมีแรงดันหรือความดันเกิดขึ้นนั่นเองครับ

ความดันโลหิตสูง มันมาได้อย่างไร มันมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องอะไรก็ตามที่ไปทำให้หรือไปกระทบกระทั่งให้หัวใจต้องทำงานหนักยังไงล่ะครับ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น ความเครียด ตื่นเต้น กระวนกระวายใจ ฯลฯ 

หรือถ้าหากว่ามีอะไรเข้าไปอุดหลอดเลือด เช่นไขมันในเลือดสูง ทำให้ช่องว่างของหลอดเลือดแคบลง หัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักกว่าเดิม เพื่อให้เลือดไหลผ่านช่องแคบๆของหลอดเลือดที่มีไขมันมันเข้าไปอุดตันอยู่นั่นเอง นี่แหละเป็นเหตุที่ว่าทำไม คนที่ไขมันในเลือดสูง อาจมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

คนที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกันครับ ความเข้มข้นในเลือดของผู้ป่วยจะสูง หรือเลือดมันมีความหนืด หัวใจก็ต้องสูบฉีดทำงานหนักอีกเหมือนกัน เพื่อที่จะให้เลือดที่มันหนืดๆนี้ ไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกาย 

คนที่ดื่มน้ำน้อยก็เช่นเดียวกันครับ เลือดมันก็ข้น เลือดมีความหนืดอีกเช่นกัน เลือดหนืด ไหลเวียนไม่สะดวก หัวใจสูบฉีดเลือดหนืดๆ หัวใจทำงานหนัก ออกแรงมาก ความดันสูงก็มาเลยครับ 

คนที่ชอบทานของเค็ม ผงฟู ผงชูรส ฯลฯ ปริมาณเกลือโซเดียมในเลือดมากเกินไป หัวใจก็ต้องสูบฉีดเพื่อที่จะกำจัดออกเช่นกันครับ แต่สารพวกนี้ขับออกทางไต ถ้าได้รับมากเกินไป โรคที่ตามมาเพิ่มเติมก็คือ โรคไต อีกครับ 

เครื่องดื่มบางอย่าง เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ฯลฯ โดยมีสารกระตุ้นให้หัวใจบีบตัว สูบฉีดแรงขึ้น ความดันก็เลยสูงครับ   


เรามาดูสมุนไพรกันเลยดีกว่าครับ

กระเทียม
ตัวนี้เป็นสมุนไพรบอดฮิตมากในหลายๆเว็บไซต์จะพูดถึงกระเทียมเป็นอันดับแรกเลยครับว่ามีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิต แต่เขาไม่ได้บอกเลยว่ามันต้องทานอย่างไร มาฟังเรื่องราวนี้จากแพทย์แผนไทยประยุกต์ หนึ่งในทีมงานของผมกันครับ

" ...วันนั้นผมไปขึ้นเวรตรวจนอกเวลาให้กับสถานพบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯครับ มีคนไข้เป็นหญิงผู้สูงอายุท่านหนึ่ง อายุประมาณ 64 ปี มาหาหมอ ผมดูความดันของแกอยู่ที่ 158/96 ครับ ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ความดันสูงครับ แกเป็นความดันและทานยามา 6-7 ปีแล้วครับ ป้าแกเล่าให้ฟังว่า หมอที่เคยตรวจแกเมื่ออาทิตย์ก่อน แนะนำให้แกทานกระเทียม มันช่วยลดความดันได้ แต่ไม่ได้บอกแกว่าทานยังไง แกเลยทานแบบส่งเดชไป นึกขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ทาน หลับหูหลับตากินมันเข้าไป บางครั้งกินมากเกินจนปวดท้อง จนท้องแน่น เห็นเขาบอกว่ากินแล้วดี ก็กินมันซะเกินขนาดไรงี้ครับ

ส่วนคนไข้อีกท่านนึง เป็นผู้ชาย ความดันประมาณ 162/98 เป็นความดันมา 5 ปี ได้ข่าวมาว่าทานกระเทียมแล้วดี ก็เอากระเทียมไปตำคั้นน้ำทานสดเลยครับ ทานมากเกินขนาดด้วย บางครั้งก็รู้สึกว่าลมในท้องมากไป แน่นท้องหนักกว่าเดิมอีก 


ผมเลยแนะนำให้ผู้ป่วยทั้งสองท่านนี้ เปลี่ยนวิธีการทานกระเทียมแบบใหม่ครับ ให้ทานกระเทียมสดแค่วันละ 7 กีบพอ และห้ามทานตอนท้องว่างครับ และห้ามเอากระเทียมไปเจียวในน้ำมันด้วยนะครับเดี๋ยวจะได้ไขมันในเลือดเพิ่ม ถึงแม้ว่าจะให้ทานวันละ 7 กีบ ไม่ได้หมายความว่า ทาน 7 กีบทีเดียวจนหมดละนครับ อาจจะให้แบ่งทาน เช่นมื้อเช้าสัก 3 กีบ ส่วนมื้อกลางวัน-มื้อเย็น อีกมื้อละ 2 กีบ และต้องทานพร้อมกับอาหารครับ ห้ามทานตอนท้องว่าง เพราะว่าสรรคุณของกระเทียมมีรสร้อนฉุน ตอนท้องว่างจะมีไฟย่อยอาหารในระดับหนึ่งอยู่แล้วครับ ยิ่งทานกระเทียมตอนท้องว่าง ยิ่งจะทำให้ร้อนในท้องหนักกว่าเดิม ทำให้ไม่สบายท้องได้ครับ สรรพคุณที่มีฤทธิ์ร้อนของกระเทียม จะช่วยทำให้ไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดสลายตัวไปครับ เลือดก็ไหลเวียนดี ความดันมันก็ลง เผอิญว่า คนไข้ทั้ง 2 ท่าน มีภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย จึงแนะนำให้ทานกระเทียมได้ครับ แต่ถ้าเป็นความดันฯอย่างเดียว ผมจะแนะนำสมุนไพรตัวอื่นให้ทานแทนครับ 

หลังจากที่ผมแนะนำวิธีการทานกระเทียมให้ใหม่และจ่ายยาสมุนไพรโดยคิดค้นสูตรยาเพื่อการรักษาเฉพาะรายเฉพาะคน ผลคือ อาการปวดท้อง แน่นท้องลดลง สบายท้องขึ้น ความดันโลหิตลดลงครับ เรื่องสมุนไพรว่าต้องทานอย่างไร ผมแนะนำให้ปรึกษาหมอสมุนไพรจะดีที่สุดครับ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง..."


ใบกะเพรา
สมุนไพรที่อยู่ในอาหารสิ้นคิดของคนวัยทำงานครับ ผมก็ทานเป็นประจำครับ ช่วยย่อยดีมาก กะเพราเป็นสมุนไพรรสร้อนอ่อนๆ ช่วยขับลม ช่วยย่อย แก้ท้องอืด มีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด สำหรับคนที่ลำไส้บอบบางไม่ค่อยแข็งแรง คุณหมอแนะนำให้ทานใบกะเพรา work สุดครับ คำแนะนำสำหรับสมุนไพรตัวนี้คือ หลังจากสั่งผัดกะเพรามาทานแล้ว อย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้ง ก็พอแล้วครับ 


ตะไคร้
สมุนไพรตัวนี้ตามสรรพคุณของยาไทยจะช่วยขับปัสสาวะครับ การขับปัสสาวะจะช่วยให้สามารถลดความดันโลหิตได้ทางอ้อมครับ แต่ไม่มากนัก ออกฤทธิ์เหมือนกับขาขับปัสสาวะที่หมอแผนปัจจุบันมักจ่ายให้กับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพื่อช่วยลดความดันนั่นเองครับ แต่ยาแผนปัจจุบันจะออกฤทธิ์เร็วกว่า ตะไคร้จัดเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยมีรายงานเรื่องผลข้างเคียงอะไรมากมาย มีความปลอดภัยสูง แต่ถ้าทานมากจนเกินไปหรือเกินขนาดก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้นะครับ วิธีทานตะไคร้คือ เอามาต้มน้ำดื่มวันละ 1 แก้วครับ หรือถ้าจะเอามาทำยำตะไคร้แนะนำว่าอย่าปรุงรสจัดเกินไปนะครับ เดี๋ยวความดันจะขึ้นอีก


บัวบก 
สมุนไพรตัวนี้ก็ถือว่าใช้ได้ครับ สรรพคุณช่วยแก้ช้ำในร่างกาย ถ้าภายในร่างกายได้รับการเยียวยาดีแล้ว หัวใจทำงานดีขึ้น ความดันก็ดีขึ้นครับ เอามาปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่มวันละ 1 แก้วก็เพียงพอครับ อาจจะไม่ได้ทำให้ความดันมันลงอะไรมากมาย แต่เป็นการดูแลอวัยวะภายในให้ดีก็โอเคแล้วครับ ไม่แนะนำให้ดื่มต่างน้ำ หรือดื่มเกินขนาดครับ เพราะมันเป็นยารสเย็น อาจทำให้ธาตุเจ้าเรือนในร่างกายสูญเสียสมดุลได้ครับ ปรึกษาหมอด้วยนะครับ  เรื่องเป็นแบบนี้ครับ ให้หมอผมเล่าดีกว่า

"...มีผู้ป่วยท่านหนึ่งครับ แกมาด้วยอาหารมือชา เท้าชา ตอนแรกผมสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาทอะไรอย่างนี้รึเปล่า แต่คนไข้บอกว่าแกไป MRI มาแล้ว แล้วก็พบหมอเฉพาะทางออโธพีดิกส์มาแล้วด้วย หมอตรวจไม่เจอความผิดปกติอะไร ก็ให้วิตามิน B1, 6, 12 มาทาน แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ซักไปซักมา พบว่าแกดื่มน้ำใบบัวบกต่างน้ำครับ ผมเลนถามทำไมถึงดื่ม แกบอกว่า เขาบอกว่าดื่มแล้วดีกัน แกเลยดื่มต่างน้ำเลย ผมเลยอธิบายให้แกฟังครับว่า แกดื่มเกินขนาดไป เลยแนะนำให้ดื่มวันละ 1 แก้วพอ แล้วทาน ขิงสด เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดี และผมก็ให้ยาสมุนไพรปรุงแต่งเฉพาะรายปรับธาตุเจ้าเรือนของให้ไข้ให้กลับคืนสู่สมดุล หลังจากนั้น อาการชามือ ชาเท้าก็ไม่ปรากฏอีกเลยครับ เรื่องบางเรื่องมันก็ต้องหาสาเหตุที่มันค่อนข้างจะแน่ชัดครับ ไม่อย่างนั้น จะไม่สามารถรักษาคนไข้ได้เลย..."


เรื่องของความดันโลหิตสูง การใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นสาเหตุของการเกิดความดันโลหิตสูงก็ย่อมมีที่มาแตกต่างกันไปเช่นกันครับ ส่งผลถึงวิธีการรักษา ก็ต้องแตกต่างกันไปในแต่ละคนเช่นเดียวกันครับ ครั้งหน้า ผมจะมาเล่าประสบการณ์การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาสมุนไพรของเหล่าบรรดาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรให้ฟังกันนะครับ 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันนะครับ ปรึกษาทีมงานพวกเราได้เสมอครับ



วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้ WORK มาดูวิธีการกันแดดแบบ work work! โดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ Blogger ครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดครับ หลายคนคงจะสงสัยกับคำศัพท์บนครีมกันแดด คือ SPF, PA+++ ว่ามันคืออะไร มาดูกันเลยครับ


การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor คือ ค่าการป้องกันการไหม้แดง หมองคล้ำ จากการสัมผัสรังสี UVB ส่วนค่าตัวเลขที่ระบุ เช่น SPF 30 หมายถึง ระยะเวลาที่สามารถป้องกันผิวเรา 30 เท่าจากค่าปกติ ยกตัวอย่างถ้าผิวของเราสามารถโดนแดดได้ 15 นาที ถ้าเราทาครีมกันแดดที่เป็น SPF 30 ก็หมายถึงผิวเราจะได้รับการปกป้องนานขึ้น 30 เท่า คือ 30 x 15 นาที คือ 450 นาที ดังนั้น หลังจาก 450 นาทีแล้ว ถ้าผิวเรายังคงโดนแดดอยู่ ก็จำเป็นต้องทาครีมกันแดดเพิ่มเติม

ระดับของ SPF
6 - 14 ต่ำ
15 - 25 กลาง
30 - 49 สูง
50+ สูงมาก

ค่า SPF ยิ่งสูง ไม่ได้หมายความว่า จะมีความสามารถในการปกป้องผิวเราได้มากขึ้น แต่จะช่วยยืดระยะเวลาในการทาครีมกันแดดซ้ำของเรานั่นเอง


PA ย่อมาจากคำว่า Protection grade of UVA  คือ ค่าความสามารถในการป้องกันรังสี UVA หรือ ค่าป้องกันอาการดำคล้ำ จากการสัมผัสรังสี UVA ซึ่งเป็นบ่อเกิดของ กระ ฝ้าและริ้วรอย ยกตัวอย่างเช่น PA++ เป็นค่าที่บอกว่าผลิตภัณฑ์สามารถปกป้องผิวจาก UVA ได้ 4-8 เท่า แต่ถ้าเป็น PA+++ จะสามารถปกป้องผิวจาก UVA ได้มากกว่า 8 เท่า

ระดับของ PA 
PA+ ต่ำ
PA++ กลาง
PA+++ สูง
PA++++ สูงมาก



ความสามารถในการกันน้ำมี 2 ระดับ คือ
- ความสามารถในการกันน้ำ (Water resistance)
- ความสามารถในการกันน้ำสูง (Very water resistance)

เรามาดูวิธีกันแดดของเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมงานผมกันครับ


ART : ทีมงานชีพจรลงเท้า
"ผมเป็นคนที่ผิวค่อนข้างขาวครับ กิจกรรมของผมส่วนใหญ่คือการออกเที่ยว ออกผจญภัยข้างนอก ซึ่งมันต้องโดนแดดทุกช่วงเวลา และบ่อยมาก แม้ขณะตอนขับรถไปส่งสมุนไพรให้ลูกค้าแดดส่องเข้ามาในรถ ฟิล์มติดกระจกรถยนต์ก็ใช่ว่าจะป้องกันได้ 100% หรือวันไหนขึ้นรถเมล์ไปส่งสมุนไพร ผมมักจะซวยได้นั่งที่นั่งฝั่งที่แดดส่งเข้ามาเต็มๆเลย (คือ ฝั่งที่มันร่มๆเขานั่งกันเต็มแล้วไง) วิธีปกป้องผิวจากแสงแดดของผมคือ ผมจะทานผลไม่ที่มีวิตามินเยอะๆอย่าง ฝรั่ง ส้ม หรือไม่ก็วิตามินซีแบบเม็ด 1,000 mg. ทานวันละ 1 เม็ด เพราะผมรู้มาว่า วิตามินซีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวดูดกลืนแสงแดดมากไปกว่านี้อะไรอย่างนั้น และที่สำคัญเลยคือ ครีมกันแดดครับ ผมใช้ SPF 50 PA+++ สำหรับผิวหน้าขวดนึง และสำหรับทาตัวขวดนึงครับ ผิวหน้าหลังจากโดนแดดไปแล้วสักพัก ถ้ามีเวลาก็จะล้างหน้าแล้วทาครีมกันแดดซ้ำอีกรอบก่อนออกแดดครั้งต่อไปครับ ส่วนผิวตัวก็ทาครีมกันแดดซ้ำ เพราะครีมกันแดดจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนแดดครับ"


POT : ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร
"วิธีดูแลผิวของผมหลังจากโดนแดด หลังจากอาบน้ำปกติตอนเย็น ผมจะใช้ผิวมะกรูดเอามาปั่นแล้วเอาทั้งน้ำทั้งกากขัดผิวสัปดาห์ละ 3 ครั้งครับ หรือประมาณ วันเว้นวันครับ บางวันก็เอามะขามเปียกกับขมิ้นผงมาขัดผิวครับ ช่วยผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ ส่วนครีมกันแดดผมใช้ SPF 15 PA++ สำหรับผิวหน้า SPF 30 PA+++ สำหรับทาตัว เพราะผมจะโดนแดดตอนเช้าช่วงเดินทางมาทำงาน พอถึงที่ทำงานก็ล้างหน้า แล้วทาครีมกันแดดที่หน้าใหม่ จากนั้น ผมก็อยู่แต่ใน Office ตลอด ข้าวกลางวันก็ฝากเพื่อนซื้อมาให้กินไม่ออกข้างนอก ^_^ กว่าจะได้ออกข้างนอกอีกที แดดก็หมด แต่ก็ทาครีมกันแดดซ้ำอีกรอบนึงครับ เพราะข้างนอกแม้จะไม่มีแดดแล้ว แต่ก็มีรังสี UV ตกค้างครับ"  

PHOO : ทีมงานอยู่กับเหย้า
"ผมจะโดดแสงแดดตอนเช้าระหว่างเดินทางมาทำงานครับ และก็ตอนไปซื้อข้าวกลางวันข้างนอกแล้วต้องยืนรอกับข้าว และตอนเย็นออกไปซื้อข้าวอีกที ผมจะพกร่มแบบกันรังสี UV ไปด้วยครับ แล้วก็ใส่เสื้อแขนยาวและแว่นกันแดด ถามว่าใส่เสื้อแขนยาวแล้วร้อนมั้ย ร้อนครับ แต่ว่าร้อนผมไม่กลัว ผมกลัวดำมากกว่า 5555 ผมใช้ครีมกันแดดสำหรับหน้า SPF 30 PA+++ ส่วนทาตัว SPF 50 PA+++ ครับ ทาวันละ 3 รอบครับ เช้า กลางวัน เย็น ทั้งตัวทั้งหน้า ไปไหนมาไหนก็ต้องพกครีมกันแดดไว้ด้วยทุกครั้ง ขนาดวันไหนฝนตกแดดไม่ออก ผมยังต้องทาไว้เลย กลัวแดดมาก กลัวมะเร็งผิวหนังครับ ถึงขนาดให้หมอจัดยาต้มสมุนไพรแก้น้ำเหลืองเสีย ป้องกันมะเร็ง ขนาดนั้นเลยครับ จริงๆ"


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เอาไว้ครั้งหน้ามีความรู้สาระดีๆ ผมจะเอามานำเสนอให้ชมอีกนะครับ รอติดตามกันนะครับ

www.facebook.com/amohnpotchnart