วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใช้สมุนไพรลดความดันโลหิตอย่างไรให้ WORK เล่าประสบการณ์แบบ work work ! โดย Teamwork อมรพจนาถ

สวัสดีครับ ผม Blogger ครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตครับ

หลายๆท่านคงพอจะทราบมาแล้วบ้างว่าสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตนั้นมีอยู่หลายตัวมาก บางเว็บก็บอกกันมาว่าอันนั้นดี อันนี้ดี ช่วยลดความดันโลหิตอย่างนั้น อย่างนี้ ว่ากันไปนั่น แต่ท่านทราบกันหรือไม่ว่า หลังจากที่ทานยสมุนไพรเหล่านั้นแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง มันได้ผลดีกันแค่ไหน ครั้งนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่เคยได้แนะนำให้คนไข้ได้ลองใช้ และคนไข้อีกหลายๆท่านที่เคยได้ลองทานสมุนไพรที่ว่านี้ จะได้ผลดีกันขนาดไหน ยังไม่มีที่ไหนมาเล่าให้ฟัง ผมภูมิใจนำเสนอครับ


ความดันโลหิต ว่ากันตามทฤษฎีของการแพทย์แผนไทย จะมองไปที่ หัวใจ ครับ เพราะหัวใจทำหน้าที่ใบการบีบตัว สูบฉีดเลือดให้เลือดไปเลี้ยง อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายให้ได้อย่างทั่วถึง การสูบฉีดนี้เอง จึงมีแรงดันหรือความดันเกิดขึ้นนั่นเองครับ

ความดันโลหิตสูง มันมาได้อย่างไร มันมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องอะไรก็ตามที่ไปทำให้หรือไปกระทบกระทั่งให้หัวใจต้องทำงานหนักยังไงล่ะครับ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น ความเครียด ตื่นเต้น กระวนกระวายใจ ฯลฯ 

หรือถ้าหากว่ามีอะไรเข้าไปอุดหลอดเลือด เช่นไขมันในเลือดสูง ทำให้ช่องว่างของหลอดเลือดแคบลง หัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักกว่าเดิม เพื่อให้เลือดไหลผ่านช่องแคบๆของหลอดเลือดที่มีไขมันมันเข้าไปอุดตันอยู่นั่นเอง นี่แหละเป็นเหตุที่ว่าทำไม คนที่ไขมันในเลือดสูง อาจมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

คนที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกันครับ ความเข้มข้นในเลือดของผู้ป่วยจะสูง หรือเลือดมันมีความหนืด หัวใจก็ต้องสูบฉีดทำงานหนักอีกเหมือนกัน เพื่อที่จะให้เลือดที่มันหนืดๆนี้ ไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกาย 

คนที่ดื่มน้ำน้อยก็เช่นเดียวกันครับ เลือดมันก็ข้น เลือดมีความหนืดอีกเช่นกัน เลือดหนืด ไหลเวียนไม่สะดวก หัวใจสูบฉีดเลือดหนืดๆ หัวใจทำงานหนัก ออกแรงมาก ความดันสูงก็มาเลยครับ 

คนที่ชอบทานของเค็ม ผงฟู ผงชูรส ฯลฯ ปริมาณเกลือโซเดียมในเลือดมากเกินไป หัวใจก็ต้องสูบฉีดเพื่อที่จะกำจัดออกเช่นกันครับ แต่สารพวกนี้ขับออกทางไต ถ้าได้รับมากเกินไป โรคที่ตามมาเพิ่มเติมก็คือ โรคไต อีกครับ 

เครื่องดื่มบางอย่าง เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ฯลฯ โดยมีสารกระตุ้นให้หัวใจบีบตัว สูบฉีดแรงขึ้น ความดันก็เลยสูงครับ   


เรามาดูสมุนไพรกันเลยดีกว่าครับ

กระเทียม
ตัวนี้เป็นสมุนไพรบอดฮิตมากในหลายๆเว็บไซต์จะพูดถึงกระเทียมเป็นอันดับแรกเลยครับว่ามีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิต แต่เขาไม่ได้บอกเลยว่ามันต้องทานอย่างไร มาฟังเรื่องราวนี้จากแพทย์แผนไทยประยุกต์ หนึ่งในทีมงานของผมกันครับ

" ...วันนั้นผมไปขึ้นเวรตรวจนอกเวลาให้กับสถานพบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯครับ มีคนไข้เป็นหญิงผู้สูงอายุท่านหนึ่ง อายุประมาณ 64 ปี มาหาหมอ ผมดูความดันของแกอยู่ที่ 158/96 ครับ ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ความดันสูงครับ แกเป็นความดันและทานยามา 6-7 ปีแล้วครับ ป้าแกเล่าให้ฟังว่า หมอที่เคยตรวจแกเมื่ออาทิตย์ก่อน แนะนำให้แกทานกระเทียม มันช่วยลดความดันได้ แต่ไม่ได้บอกแกว่าทานยังไง แกเลยทานแบบส่งเดชไป นึกขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ทาน หลับหูหลับตากินมันเข้าไป บางครั้งกินมากเกินจนปวดท้อง จนท้องแน่น เห็นเขาบอกว่ากินแล้วดี ก็กินมันซะเกินขนาดไรงี้ครับ

ส่วนคนไข้อีกท่านนึง เป็นผู้ชาย ความดันประมาณ 162/98 เป็นความดันมา 5 ปี ได้ข่าวมาว่าทานกระเทียมแล้วดี ก็เอากระเทียมไปตำคั้นน้ำทานสดเลยครับ ทานมากเกินขนาดด้วย บางครั้งก็รู้สึกว่าลมในท้องมากไป แน่นท้องหนักกว่าเดิมอีก 


ผมเลยแนะนำให้ผู้ป่วยทั้งสองท่านนี้ เปลี่ยนวิธีการทานกระเทียมแบบใหม่ครับ ให้ทานกระเทียมสดแค่วันละ 7 กีบพอ และห้ามทานตอนท้องว่างครับ และห้ามเอากระเทียมไปเจียวในน้ำมันด้วยนะครับเดี๋ยวจะได้ไขมันในเลือดเพิ่ม ถึงแม้ว่าจะให้ทานวันละ 7 กีบ ไม่ได้หมายความว่า ทาน 7 กีบทีเดียวจนหมดละนครับ อาจจะให้แบ่งทาน เช่นมื้อเช้าสัก 3 กีบ ส่วนมื้อกลางวัน-มื้อเย็น อีกมื้อละ 2 กีบ และต้องทานพร้อมกับอาหารครับ ห้ามทานตอนท้องว่าง เพราะว่าสรรคุณของกระเทียมมีรสร้อนฉุน ตอนท้องว่างจะมีไฟย่อยอาหารในระดับหนึ่งอยู่แล้วครับ ยิ่งทานกระเทียมตอนท้องว่าง ยิ่งจะทำให้ร้อนในท้องหนักกว่าเดิม ทำให้ไม่สบายท้องได้ครับ สรรพคุณที่มีฤทธิ์ร้อนของกระเทียม จะช่วยทำให้ไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดสลายตัวไปครับ เลือดก็ไหลเวียนดี ความดันมันก็ลง เผอิญว่า คนไข้ทั้ง 2 ท่าน มีภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย จึงแนะนำให้ทานกระเทียมได้ครับ แต่ถ้าเป็นความดันฯอย่างเดียว ผมจะแนะนำสมุนไพรตัวอื่นให้ทานแทนครับ 

หลังจากที่ผมแนะนำวิธีการทานกระเทียมให้ใหม่และจ่ายยาสมุนไพรโดยคิดค้นสูตรยาเพื่อการรักษาเฉพาะรายเฉพาะคน ผลคือ อาการปวดท้อง แน่นท้องลดลง สบายท้องขึ้น ความดันโลหิตลดลงครับ เรื่องสมุนไพรว่าต้องทานอย่างไร ผมแนะนำให้ปรึกษาหมอสมุนไพรจะดีที่สุดครับ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง..."


ใบกะเพรา
สมุนไพรที่อยู่ในอาหารสิ้นคิดของคนวัยทำงานครับ ผมก็ทานเป็นประจำครับ ช่วยย่อยดีมาก กะเพราเป็นสมุนไพรรสร้อนอ่อนๆ ช่วยขับลม ช่วยย่อย แก้ท้องอืด มีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด สำหรับคนที่ลำไส้บอบบางไม่ค่อยแข็งแรง คุณหมอแนะนำให้ทานใบกะเพรา work สุดครับ คำแนะนำสำหรับสมุนไพรตัวนี้คือ หลังจากสั่งผัดกะเพรามาทานแล้ว อย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้ง ก็พอแล้วครับ 


ตะไคร้
สมุนไพรตัวนี้ตามสรรพคุณของยาไทยจะช่วยขับปัสสาวะครับ การขับปัสสาวะจะช่วยให้สามารถลดความดันโลหิตได้ทางอ้อมครับ แต่ไม่มากนัก ออกฤทธิ์เหมือนกับขาขับปัสสาวะที่หมอแผนปัจจุบันมักจ่ายให้กับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพื่อช่วยลดความดันนั่นเองครับ แต่ยาแผนปัจจุบันจะออกฤทธิ์เร็วกว่า ตะไคร้จัดเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยมีรายงานเรื่องผลข้างเคียงอะไรมากมาย มีความปลอดภัยสูง แต่ถ้าทานมากจนเกินไปหรือเกินขนาดก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้นะครับ วิธีทานตะไคร้คือ เอามาต้มน้ำดื่มวันละ 1 แก้วครับ หรือถ้าจะเอามาทำยำตะไคร้แนะนำว่าอย่าปรุงรสจัดเกินไปนะครับ เดี๋ยวความดันจะขึ้นอีก


บัวบก 
สมุนไพรตัวนี้ก็ถือว่าใช้ได้ครับ สรรพคุณช่วยแก้ช้ำในร่างกาย ถ้าภายในร่างกายได้รับการเยียวยาดีแล้ว หัวใจทำงานดีขึ้น ความดันก็ดีขึ้นครับ เอามาปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่มวันละ 1 แก้วก็เพียงพอครับ อาจจะไม่ได้ทำให้ความดันมันลงอะไรมากมาย แต่เป็นการดูแลอวัยวะภายในให้ดีก็โอเคแล้วครับ ไม่แนะนำให้ดื่มต่างน้ำ หรือดื่มเกินขนาดครับ เพราะมันเป็นยารสเย็น อาจทำให้ธาตุเจ้าเรือนในร่างกายสูญเสียสมดุลได้ครับ ปรึกษาหมอด้วยนะครับ  เรื่องเป็นแบบนี้ครับ ให้หมอผมเล่าดีกว่า

"...มีผู้ป่วยท่านหนึ่งครับ แกมาด้วยอาหารมือชา เท้าชา ตอนแรกผมสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาทอะไรอย่างนี้รึเปล่า แต่คนไข้บอกว่าแกไป MRI มาแล้ว แล้วก็พบหมอเฉพาะทางออโธพีดิกส์มาแล้วด้วย หมอตรวจไม่เจอความผิดปกติอะไร ก็ให้วิตามิน B1, 6, 12 มาทาน แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ซักไปซักมา พบว่าแกดื่มน้ำใบบัวบกต่างน้ำครับ ผมเลนถามทำไมถึงดื่ม แกบอกว่า เขาบอกว่าดื่มแล้วดีกัน แกเลยดื่มต่างน้ำเลย ผมเลยอธิบายให้แกฟังครับว่า แกดื่มเกินขนาดไป เลยแนะนำให้ดื่มวันละ 1 แก้วพอ แล้วทาน ขิงสด เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดี และผมก็ให้ยาสมุนไพรปรุงแต่งเฉพาะรายปรับธาตุเจ้าเรือนของให้ไข้ให้กลับคืนสู่สมดุล หลังจากนั้น อาการชามือ ชาเท้าก็ไม่ปรากฏอีกเลยครับ เรื่องบางเรื่องมันก็ต้องหาสาเหตุที่มันค่อนข้างจะแน่ชัดครับ ไม่อย่างนั้น จะไม่สามารถรักษาคนไข้ได้เลย..."


เรื่องของความดันโลหิตสูง การใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นสาเหตุของการเกิดความดันโลหิตสูงก็ย่อมมีที่มาแตกต่างกันไปเช่นกันครับ ส่งผลถึงวิธีการรักษา ก็ต้องแตกต่างกันไปในแต่ละคนเช่นเดียวกันครับ ครั้งหน้า ผมจะมาเล่าประสบการณ์การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาสมุนไพรของเหล่าบรรดาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรให้ฟังกันนะครับ 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันนะครับ ปรึกษาทีมงานพวกเราได้เสมอครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น